⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4513/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4513/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมและงานสิ่งบันทึกเสียงมีอายุ 50 ปี และผู้มีลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์นั้นในทุกรูปแบบ.

ย่อคำพิพากษา

พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4 ให้ความคุ้มครองงานดนตรีกรรมและงานสิ่งบันทึกเสียงเป็นเวลา 50 ปี เช่นเดียวกับอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมและโสตทัศนวัสดุตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ทั้งนี้ตามมาตรา 19 วรรคท้าย และ 21 โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามสัญญาซื้อขาย ลงวันที่ 1 เมษายน 2518 ฉะนั้น ขณะที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ในงานเพลงและเทปต้นแบบที่บันทึกเพลงตามคำฟ้องของโจทก์เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2542 โจทก์จึงยังคงมีลิขสิทธิ์ในงานเพลงและเทปต้นแบบนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิต่าง ๆ แต่ผู้เดียวในงานดนตรีกรรมและสิ่งบันทึกเสียงอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 รวมถึงสิทธิในการทำซ้ำ เทปต้นแบบดังกล่าวโดยการบันทึกเสียงลงในวัสดุไม่ว่าจะมีลักษณะใด ๆ หรือในรูปแบบใดที่สามารถนำมาเล่นซ้ำได้อีกซึ่งรวมทั้งการบันทึกเสียงในรูปเทปคาสเซตด้วย ตามสัญญาซื้อขายงานเพลงระหว่างโจทก์ และ ป. สามีจำเลยที่ 3 ระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นการซื้อขายลิขสิทธิ์ ในงานเพลงทั้งหมดและในเทปต้นแบบที่บันทึกงานเพลงพิพาท มิใช่เป็นการซื้อขายลิขสิทธิ์เฉพาะสิทธิให้นำงานเพลงตามคำฟ้องไปผลิตหรือบันทึกในรูปแบบแผ่นเสียงเท่านั้น นอกจากนี้ พ.ร.บ. คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. 2474 มาตรา 9 (1) และ 17 ยังบัญญัติให้ผู้มีลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะทำดนตรีกรรมนั้นเพื่อให้ใช้ได้ด้วยเครื่องกลอันทำให้เกิดเสียงดนตรีนั้นขึ้นอีก และมีลิขสิทธิ์ในสิ่งซึ่งทำโดยวิธีอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดเสียงซ้ำได้ด้วยเครื่องกลซึ่งหมายถึงสิ่งบันทึกเสียงในรูปแบบอื่น ๆ ที่จะมีในอนาคตด้วย ดังนี้แม้ในขณะทำสัญญาดังกล่าวในปี 2518 จะยังไม่ปรากฏว่ามีการบันทึกเสียงเพลงในรูปของเทปคาสเซตก็ตาม แต่สิทธิในลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ได้มาจากการประมูลตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวย่อมรวมถึงสิทธิที่จะทำซ้ำหรือดัดแปลงดนตรีกรรม แผ่นเสียง และเทปต้นแบบที่บันทึกเสียงเพลงตามคำฟ้อง โดยการบันทึกเสียงเพลงนั้นลงในวัสดุใดหรือทำออกมาในรูปแบบใดที่จะมีในอนาคตซึ่งรวมทั้งเทปคาสเซตด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474 ม.4 พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474 ม.9 พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474 ม.14 พระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474 ม.17 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.27 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.28 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.31

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 27, 28, 29, 31, 69, 70 และ 73 ป.อ. มาตรา 83 และ 91 และจ่ายค่าปรับที่จำเลยทั้งสี่ต้องชำระตามคำพิพากษากึ่งหนึ่งแก่โจทก์ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 76 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 27, 28, 31 (1), 69 วรรคสอง และ 70 วรรคสอง ป.อ. มาตรา 83 อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 69 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 500,000 บาท ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 เป็นเวลา 6 เดือน และปรับ 500,000 บาท ตามพฤติการณ์แห่งคดีไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ 3 กลับตัวเป็นพลเมืองดีสักครั้ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 (ที่ถูก หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 3 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29 และ 30) ให้จ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 76 คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการผลิตแผ่นเสียงและเทปคาสเซตเพลงเพื่อนำออกจำหน่าย โดยจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์เป็นผู้ก่อตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลแผ่นเสียงทองคำ ส่วนนายปรีชา ซึ่งเป็นสามีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ก่อตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลเสียงสยามแผ่นเสียง ต่อมาในปี 2515 โจทก์และนายปรีชาได้ร่วมลงทุนและก่อตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสยามทองคำแผ่นเสียงเพื่อผลิตแผ่นเสียงเพลงออกจำหน่าย ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสยามทองคำแผ่นเสียงได้ผลิตแผ่นเสียงออกจำหน่ายรวมทั้งงานเพลงตามคำฟ้องจำนวน 71 เพลง หลังจากดำเนินกิจการได้ระยะหนึ่งโจทก์และนายปรีชามีความเห็นไม่ตรงกัน จึงได้เลิกประกอบการโดยดำเนินการได้ระยะหนึ่งโจทก์และนายปรีชามีความเห็นไม่ตรงกัน จึงได้เลิกประกอบการโดยดำเนินการจดทะเบียนเลิกห้าง ในการเลิกจ้างดังกล่าวโจทก์และนายปรีชาตกลงซื้อขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงที่มีการผลิตและจำหน่ายในระหว่างการประกอบการของหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสยามทองคำแผ่นเสียงทั้งหมดโดยประมูลกันระหว่างโจทก์กับนายปรีชา และโจทก์เป็นผู้ซื้อลิขสิทธิ์ในงานเพลงทั้งหมดมาได้ รวมทั้งงานเพลงตามคำฟ้องทั้ง 71 เพลงด้วย ต่อมาเดือนกรกฏาคม 2542 จำเลยที่ 1 ได้ผลิตเทปคาสเซตเพลงจำนวน 8 ชุด ซึ่งมีงานเพลงตามคำฟ้องจำนวน 71 เพลงรวมอยู่ด้วย โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดจำหน่ายเทปคาสเซตบันทึกเสียงเพลงดังกล่าวแล้ววินิจฉัยว่า ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 มาตรา 4 ให้ความคุ้มครองงานเพลงเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทงานดนตรีกรรม และคุ้มครองแผ่นเสียงและเทปต้นแบบเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทงานโสตทัศนวัสดุ โดยให้มีอายุการคุ้มครองงานดนตรีกรรมสำหรับนิติบุคคลเป็นเวลา 50 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้นตามมาตรา 16 วรรคท้าย และให้มีอายุการคุ้มครองงานโสตทัศนวัสดุเป็นเวลา 50 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้นตามมาตรา 18 แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานดนตรีกรรมหรือโสตทัศนวัสดุในระหว่างระยะเวลาดังกล่าวให้ลิขสิทธิ์ที่มีอยู่เป็นเวลา 50 ปี นับแต่ได้มีการโฆษณาครั้งแรกทั้งนี้ตามมาตรา 16 วรรคท้าย และ 18 ดังกล่าว ส่วนพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4 ให้ความคุ้มครองงานเพลงเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทดนตรีกรรมเช่นกัน แต่ให้ความคุ้มครองแก่แผ่นเสียงและเทปต้นแบบเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทงานสิ่งบันทึกเสียงโดยให้มีอายุการคุ้มครองงานดนตรีกรรมและงานสิ่งบันทึกเสียงเป็นเวลา 50 ปี เช่นเดียวกับอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมและงานโสตทัศนวัสดุตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ทั้งนี้ตามมาตรา 19 วรรคท้าย และ 21 ฉะนั้น การที่โจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามสัญญาซื้อขายลงวันที่ 1 เมษายน 2518 และขณะที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ในงานเพลงและเทปต้นแบบที่บันทึกเพลงตามคำฟ้องของโจทก์เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2542 นั้น โจทก์จึงยังคงมีลิขสิทธิ์ในงานเพลงและเทปต้นแบบนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิต่าง ๆ แต่ผู้เดียวในงานดนตรีกรรมและสิ่งบันทึกเสียงอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าวซึ่งได้แก่ สิทธิในการทำซ้ำหรือดัดแปลงหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน สิทธิให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานสิ่งบันทึกเสียง สิทธิที่จะให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น และสิทธิที่จะอนุญาตให้ผู้อื่นทำซ้ำหรือดัดแปลงหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน หรืออนุญาตให้ผู้อื่นให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานสิ่งบันทึกเสียง ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 15 แห่ง ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 รวมถึงสิทธิในการทำซ้ำเทปต้นแบบดังกล่าวโดยการบันทึกเสียงลงในวัสดุไม่ว่าจะมีลักษณะใด ๆ หรือในรูปแบบใดอันสามารถที่จะนำมาเล่นซ้ำได้อีกซึ่งรวมทั้งการบันทึกเสียงในรูปของเทปคาสเซตด้วย ส่วนที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์อ้างว่า ตามหนังสือสัญญาซื้อขายดังกล่าวหมายถึงการโอนลิขสิทธิ์เฉพาะการนำเพลงไปบันทึกในรูปแผ่นเสียงเท่านั้น ไม่รวมถึงการนำเพลงไปบันทึกในรูปเทปคาสเซตเนื่องจากในขณะทำสัญญาดังกล่าวในปี 2518 วงการเพลงยังไม่เคยมีการผลิตเทปคาสเซตจำหน่ายนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้เป็นคู่สัญญาในสัญญาดังกล่าวข้อต่อสู้ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 แปลความหมายของข้อสัญญาซื้อขายเอาเอง ทั้งเป็นการแปลความหมายที่ไม่ถูกต้องเพราะตามสัญญา ระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นการซื้อขายลิขสิทธิ์ในงานเพลงทั้งหมดและเทปต้นแบบที่บันทึกเพลงดังกล่าว มิใช่เป็นการซื้อขายสิทธิในลิขสิทธิ์เฉพาะสิทธิให้นำงานเพลงตามคำฟ้องไปผลิตหรือบันทึกในรูปของแผ่นเสียงเท่านั้น นอกจากนี้ พ.ร.บ. คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. 2474 มาตรา 9 (1) และ 17 ยังบัญญัติให้ผู้มีลิขสิทธิในงานดนตรีกรรมมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะทำดนตรีกรรมนั้นเพื่อให้ใช้ได้ด้วยเครื่องกลอันทำให้เกิดเสียงดนตรีนั้นขึ้นอีก และมีลิขสิทธิ์ในสิ่งซึ่งทำโดยวิธีอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดเสียงซ้ำได้ด้วยเครื่องกลซึ่งหมายถึงสิ่งบันทึกเสียงในรูปแบบอื่น ๆ ที่จะมีในอนาคตด้วย ดังนี้ แม้ในขณะทำสัญญาดังกล่าวในปี 2518 จะยังไม่ปรากฏว่ามีการบันทึกเสียงเพลงในรูปของเทปคาสเซตดังที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ก็ตาม แต่สิทธิในลิขสิทธิ์ของโจทก์ที่ได้มาจากการประมูลตามสัญญา ย่อมรวมถึงสิทธิที่จะซ้ำหรือดัดแปลงงานดนตรีกรรม แผ่นเสียง และเทปต้นแบบที่บันทึกเสียงเพลงตามคำฟ้องโดยการบันทึกเสียงเพลงนั้นลงในวัสดุใดหรือทำออกมาในรูปแบบใดที่จะมีในอนาคตซึ่งรวมทั้งเทปคาสเซตด้วย พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4513/2547 นายเรืองเดช เดชานุวงษ์ โจทก์ บริษัทเสียงสยามแผ่นเสียง - เทป จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเรืองเดช เดชานุวงษ์ · จำเลย - บริษัทเสียงสยามแผ่นเสียง - เทป จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พินิจ บุญชัด · กำพล ภู่สุดแสวง · สุรชาติ บุญศิริพันธ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าร - นายจักรกฤษณ์ เจนเจษฎา · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6147/2545ฎีกา 2000/2543ฎีกา 5405/2553ฎีกา 18527/2555ฎีกา 3121/2559ฎีกา 3826/2545ฎีกา 3043/2551ฎีกา 124/2567ฎีกา 8452/2547ฎีกา 1908/2546ฎีกา 6537/2545ฎีกา 7428/2553ฎีกา 267/2547ฎีกา 5688/2544ฎีกา 5041/2546ฎีกา 2358/2520ฎีกา 5306/2550ฎีกา 3790/2555ฎีกา 12082/2553ฎีกา 5469/2552ฎีกา 376/2547ฎีกา 4968/2556ฎีกา 9525/2544ฎีกา 3797/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา