⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8782-8785/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8782-8785/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานโดยมิได้ให้โอกาสนายจ้างทราบข้อเท็จจริง โต้แย้ง และแสดงพยานหลักฐานก่อน หากการปล่อยเนิ่นช้าจะเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ลูกจ้างและกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ ถือเป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองที่สามารถทำได้

ย่อคำพิพากษา

ก่อนจำเลยที่ 1 ออกคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 128/2543 จำเลยที่ 1 ได้ตรวจสภาพการจ้างของโจทก์โดยมาพบและสอบปากคำ อ. ผู้จัดการฝ่ายบุคคลของโจทก์และพนักงานอื่น ๆ ของโจทก์ก่อนมีคำสั่ง อันเป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา 27 และ 29 แล้ว แม้จำเลยที่ 1 มิได้ให้โจทก์มีโอกาสทราบข้อเท็จจริง โต้แย้ง และแสดงพยานหลักฐานในส่วนของโจทก์ตามมาตรา 30 วรรคหนึ่งแต่กรณีนี้เป็นเรื่องให้โจทก์ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ ซึ่งเป็นเรื่องความสงบในทางอุตสาหกรรม หากปล่อยเนิ่นช้าโดยให้โอกาสโจทก์ตามที่โจทก์อ้าง ย่อมเห็นได้ว่าจะเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ลูกจ้างและกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ กรณีจึงเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 30 วรรคสอง (1) คำสั่งดังกล่าวจึงชอบแล้ว คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 128/2543 มีข้อความว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานได้ตรวจสภาพการจ้างและการทำงาน ณ สถานประกอบการของโจทก์โดยสอบถามข้อเท็จจริงและตรวจสสอบเอกสารประกอบแล้ว ปรากฎว่าโจทก์จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างไม่ถูกต้องและไม่ตรงตามกำหนดและสั่งให้ลูกจ้างหยุดงานโดยไม่จ่ายเงินแก่ลูกจ้างซึ่งไม่สอดคล้องกับ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 70, 9 และ 75 อาศัยอำนาจตามมาตรา 139 (3) สั่งให้โจทก์ปฏิบัติตามกฎหมาย คือ (1) ให้จ่ายค่าจ้างเท่ากับอัตราค่าจ้างในวันทำงานปกติให้ลูกจ้างที่สั่งพักงานและมิได้ทำงานในโรงงานปั่นด้าย เอ 2 ให้ถูกต้องครบถ้วนและตรงตามกำหนดพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี (2) ให้จ่ายเงินแก่ลูกจ้างที่สั่งพักงานและทำงานในโรงงานปั่นด้าย เอ 2 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนโจทก์หยุดกิจการตลอดเวลาที่โจทก์ไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน โดยให้ปฏิบัติตาม (1) และ (2) ภายใน 7 วัน นับแต่รับคำสั่ง คำสั่งดังกล่าวโจทก์ผู้รับคำสั่งย่อมทราบว่าจำเลยที่ 1 สั่งให้ปฏิบัติอย่างไร คำสั่งจึงมีความหมายชัดเจนตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาตรา 34 แล้ว แม้เหตุผลของคำสั่งจะมิได้มีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (3) แต่การออกคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าจ้างและเงินตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้แก่ลูกจ้าง จึงถือเป็นการเร่งด่วนที่ไม่นำมาตรา 37 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับ ดังที่บัญญัติไว้ในวรรคสามของมาตรานี้ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 124 กำหนดเงื่อนไขการพิจารณาคำร้องของพนักงานตรวจแรงงานไว้เป็นการเด็ดขาด เมื่อการพิจารณาไม่เป็นไปตามเงื่อนไขโดยการสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่ง มิได้สั่งภายในกำหนดเวลาตามบทกฎหมายดังกล่าว คำสั่งพนักงานตรวจแรงงานย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.9 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.70 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.75 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.124 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.139 พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม.27 พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม.29 พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม.30 พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม.34 พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ม.37

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสี่สำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกนางสาวรสกรณ์ ว่าจำเลยที่ 1 และให้เรียกนางจำลอง ว่าจำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นพนักงานตรวจแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่งที่ 128/2543 โดยคำสั่งทั้งสี่ฉบับบังคับให้โจทก์จ่ายค่าจ้างและเงินกรณีต้องหยุดกิจการแก่ลูกจ้างของโจทก์คำสั่งทั้งสี่ฉบับไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งทั้งสี่ฉบับดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง นางสาวอรุณี ที่ 1 นางสาวบุปผา ที่ 2 นายสุเทพ ที่ 3 นางสาวพิมล ที่ 4 และนางไสว ที่ 5 ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทั้งห้าเป็นลูกจ้างโจทก์และมีสิทธิได้รับค้าจ้างและดอกเบี้ยตามคำสั่งที่ 114/2544 จึงขอเข้าร่วมเป็นจำเลย ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต ศาลแรงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ประการแรกโดยโจทก์อุทธรณ์ตามข้อ 2 ว่า คดีสั่งที่ 128/2543 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 27 มาตรา 29 และมาตรา 30 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ให้โอกาสโจทก์ชี้แจง ไม่รับฟังพยานหลักฐานใด ๆ จากโจทก์ และออกคำสั่งดังกล่าวอย่างเร่งรีบ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ที่โจทก์อ้างมีบทบัญญัติ ดังนี้ มาตรา 27 ให้เจ้าหน้าที่แจ้งสิทธิและหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาทางปกครองให้คู่กรณีทราบตามความจำเป็นแก่กรณี ถ้าคำขอหรือคำแถลงมีข้อบกพร่องหรือมีข้อความที่อ่านไม่เข้าใจหรือผิดหลงอันเห็นได้ชัดว่าเกิดจากความไม่รู้หรือความเลินล่อของคู่กรณี ให้เจ้าหน้าที่แนะนำให้คู่กรณีแก้ไขเพิ่มเติมให้ถูกต้อง มาตรา 29 เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานที่ตนเห็นว่าจำเป็นแก่การพิสูจน์ข้อเท็จจริง ในการนี้ให้รวมถึงการดำเนินการดังต่อไปนี้ (1) แสวงหาพยานหลักฐานทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง (2) รับฟังพยานหลักฐาน คำชี้แจงหรือความเห็นของคู่กรณีหรือของพยานบุคคล หรือพยาน ผู้เชี่ยวชาญที่คู่กรณีกล่าวอ้าง เว้นแต่เจ้าหน้าที่เห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่จำเป็นฟุ่มเฟือย หรือเพื่อประวิงเวลา (3) ขอข้อเท็จจริงหรือความเห็นจากคู่กรณี พยานบุคคล หรือพยานผู้เชี่ยวชาญ (4) ขอให้ผู้ครอบครองเอกสารส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง (5) ออกไปตรวจสถานที่ ฯลฯ มาตรา 30 ในกรณีที่คำสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคู่กรณีเจ้าหน้าที่ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน ความในวรรคหนึ่งมิให้นำมาใช้บังคับในกรณีดังต่อไปนี้ เว้นแต่เจ้าหน้าที่จะเห็นสมควรปฏิบัติเป็นอย่างอื่น (1) เมื่อมีความจำเป็นรีบด่วนหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือจะกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ (2) เมื่อจะมีผลทำให้ระยะเวลาที่กฎหมายหรือกฎกำหนดไว้ในการทำคำสั่งทางปกครองต้องล่าช้าออกไป (3) เมื่อเป็นข้อเท็จจริงที่คู่กรณีนั้นเองได้ให้ไว้ในคำขอ คำให้การหรือคำแถลง (4) เมื่อโดยสภาพเห็นได้ชัดในตัวว่าการให้โอกาสดังกล่าวไม่อาจกระทำได้ (5) เมื่อเป็นมาตรการบังคับทางปกครอง (6) กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ให้โอกาสตามวรรคหนึ่ง ถ้าจะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ ตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมา ในการออกคำสั่งที่ 128/2543 จำเลยที่ 1 ได้มาตรวจสภาพการจ้างของโจทก์เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2543 โดยมาพบและสอบปากคำนายอาจินต์ ผู้จัดการฝ่ายบุคคลของโจทก์และพนักงานอื่น ๆ ของโจทก์ก่อนมีคำสั่งดังกล่าว จึงเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 27 และมาตรา 29 แล้ว อนึ่ง ถึงแม้จำเลยที่ 1 มิได้ให้โจทก์มีโอกาสที่จะทราบข้อเท็จจริงรวมทั้งมีโอกาสโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานในส่วนของโจทก์ตามมาตรา 30 วรรรคหนึ่ง แต่สำหรับกรณีที่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งที่ 128/2543 นี้ เป็นเรื่องให้โจทก์ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็นเรื่องความสงบในทางอุตสาหกรรม หากปล่อยให้เนิ่นช้าไปโดยการให้โจทก์ในฐานะนายจ้างมีโอกาสตามที่โจทก์อ้าง ย่อมเห็นได้ว่าจะเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ลูกจ้าง อีกทั้งกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ กรณีจึงเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 30 วรรคสอง (1) คำสั่งที่ 128/2543 ของจำเลยที่ 1 ชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 2 ฟังไม่ขึ้น โจทก์อุทธรณ์ต่อไปในข้อ 3 และข้อ 4 ว่า คำสั่งที่ 128/2543 ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 34 และมาตรา 37 โดยข้อความของคำสั่งมีลักษณะคลุมเครือและมิได้มีข้อเท็จจริงและรายละเอียดอย่างชัดแจ้ง และมิได้ประกอบด้วยข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิงข้อพิจารณา และข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ เห็นว่า ตามคำสั่งที่ 128/2543 เอกสารหมาย จ.25 มีข้อความว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานได้ตรวจสภาพการจ้างและสภาพการทำงาน ณ สถานประกอบกิจการของโจทก์ โดยได้สอบถามข้อเท็จจริงและตรวจสอบเอกสารประกอบแล้ว ปรากฏว่าโจทก์จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างไม่ถูกต้องและตรงตามกำหนดและสั่งให้ลูกจ้างหยุดงานโดยไม่จ่ายเงินให้แก่ลูกจ้าง ซึ่งไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 มาตรา 9 และมาตรา 75 จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 139 (3) สั่งให้โจทก์ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ดังนี้ (1) ให้จ่ายค่าจ้างเท่ากับอัตราค่าจ้างในวันทำงานปกติให้ลูกจ้างที่สั่งพักงานและมิได้ทำงานในโรงงานปั่นด้าย เอ 2 ให้ถูกต้องครบถ้วนและตรงตามกำหนดพร้อมทั้งดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี (2) ให้จ่ายเงินแก่ลูกจ้างที่สั่งพักงานและทำงานในโรงงานปั่นด้าย เอ 2 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนโจทก์หยุดกิจการตลอดเวลาที่โจทก์ไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน ทั้งนี้ให้โจทก์ปฏิบัติตาม (1) และ (2) ภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับคำสั่ง ข้อความดังกล่าวเห็นได้ว่าโจทก์ในฐานะผู้รับคำสั่งย่อมทราบว่าจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์ปฏิบัติอะไรอย่างไร จึงมีความหมายชัดเจนตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 34 แล้ว อนึ่ง แม้เหตุผลของคำสั่งของจำเลยที่ 1 จะมิได้มีข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิงและข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (3) แต่การออกคำสั่งที่ 128/2543 นี้ เป็นคำสั่งที่ให้โจทก์จ่ายค่าจ้างและเงินตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้แก่ลูกจ้าง จึงถือเป็นกรณีเร่งด่วนที่บทบัญญัติวรรคหนึ่งของมาตรา 37 ไม่ใช้บังคับดังที่บัญญัติไว้ในวรรคสามของมาตรานี้ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 3 และข้อ 4 จึงฟังไม่ขึ้น โจทก์อุทธรณ์ต่อไปในข้อ 5 ว่า คำสั่งที่ 114/2544 และที่ 158/2544 ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่งหลังครบกำหนดเวลา 60 วัน โดยมิได้มีการขอขยาย เห็นว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 บัญญัติในวรรคหนึ่งว่า เมื่อมีการยื่นคำร้องตามมาตรา 123 ให้พนักงานตรวจแรงงานสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งภายใน 60 วัน นับแต่วันที่รับคำร้อง และบัญญัติในวรรคสองอีกว่า ในกรณีที่มีความจำเป็นไม่อาจมีคำสั่งภายในเวลาตามวรรคหนึ่งได้ ให้พนักงานตรวจแรงงานขอขยายเวลาต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายพร้อมด้วยเหตุผล และอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายอาจพิจารณาอนุญาตได้ตามที่เห็นสมควร แต่ต้องมีระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันที่ครบกำหนดตามวรรคหนึ่ง ตามบัญญัติของมาตรา 124 ทั้งสองวรรคดังกล่าวเห็นได้ว่า กฎหมายกำหนดเงื่อนไขการพิจารณาคำร้องของพนักงานตรวจแรงงานไว้เป็นการเด็ดขาด เมื่อการพิจารณาคำร้องของจำเลยที่ 1 มิได้เป็นไปตามเงื่อนไข กล่าวคือ ในการสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มิได้มีคำสั่งภายในกำหนดเวลาดังกล่าว คำสั่งที่ 114/2544 และที่ 158/2544 จึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น โจทก์อุทธรณ์ต่อไปในข้อ 6 ข้อ 7 และข้อ 8 ว่า การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เรียกพันตำรวจโทประสงค์ เป็นการไม่ชอบการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางโดยไม่ฟังคำเบิกความของพันตำรวจโทประสงค์จึงเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่มิชอบไปด้วย เห็นว่า การวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางในคดีนี้เป็นการวินิจฉัยว่า กรณีเพลิงไหม้โรงปั่นด้าย เอ 2 ของโจทก์เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2543 เป็นเหตุสุดวิสัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หรือไม่ โดยศาลแรงงานกลางพิจารณาหนังสือบันทึกข้อความของพันตำรวจเอกนริศว ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอพระประแดงที่ สป 0420 (ส) 3760 ลงวันที่ 4 เมษายน 2544 เอกสารหมาย จ.21 ทั้งนี้เอกสารหมาย จ.21 สรุปจากการสอบปากคำและตรวจสถานที่เกิดเหตุว่าน่าเชื่อว่ากรณีเพลิงไหม้เกิดจากการขัดสีหรือเสียดสีกันของเศษฝ้ายกับผนังปล่องท่อ จึงเป็นเหตุสุดวิสัย แต่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การขัดสีหรือเสียดสีดังกล่าวนี้สามารถป้องกันได้โดยตรวจสอบหรือหาเครื่องมือป้องกันไฟฟ้าสถิตหรือป้องกันไม่ให้มีเศษฝ้ายหลุดเข้าไปในปล่องท่อเหล็กที่เกิดความร้อน แต่โจทก์ไม่ดำเนินการดังกล่าว กรณีจึงมิใช่เป็นเหตุสุดวิสัย โดยการวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางดังกล่าว ศาลแรงงานกลางยังพิจารณาพยานหลักฐานอื่น ๆ ประกอบอีก คือ เอกสารเรื่องคำชี้แจงของโจทก์ฉบับลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2544 ที่รับว่าโจทก์ไม่ได้จัดทำแผนการซ่อมบำรุงเครื่องจักรโจทก์แก้ปัญหาการใช้เครื่องจักรบางส่วนที่ดำเนินการผลิต โดยการถอดชิ้นส่วนจากเครื่องจักรเครื่องหนึ่งนำไปใช้ซ่อมบำรุงอีกเครื่องหนึ่งเนื่องจากไม่มีเงินในการจัดหาอะไหล่มาซ่อมบำรุง และบันทึกคำให้การของนายอาจินต์ ต่อนายนิกร นักวิชาการแรงงาน 6 ที่ยอมรับว่าโจทก์มิได้จัดทำแผนการซ่อมบำรุงเครื่องจักรการวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางดังกล่าวเห็นได้ว่า มิใช่เป็นการวินิจฉัยโดยปราศจากพยานหลักฐานที่เป็นสาระสำคัญในสำนวนสนับสนุน แม้ศาลแรงงานกลางจะมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เรียกพยานบางปากมาเบิกความก็เป็นดุลพินิจของศาลแรงงานกลาง หาใช่เป็นการกระทำที่เป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย หรือทำให้การวินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงของศาลแรงงานกลางไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ประการใดไม่ อุทรธรณ์ของโจทก์ข้อ 6 ข้อ 7 และข้อ 8 ฟังไม่ขึ้น โจทก์อุทธรณ์ต่อไปในข้อ 9 ว่า โจทก์ไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าจ้างและเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โดยอ้างเหตุ 2 ประการ ประการแรกโจทก์อ้างว่า กรณีเกิดเพลิงไหม้โรงงานปั่นด้าย เอ 2 ของโจทก์เกิดจากเหตุสุดวิสัย เห็นว่า ในการอ้างเหตุดังกล่าว โจทก์อ้างรายงานผลการสอบสวนและการตรวจสถานที่เกิดเหตุของพันตำรวจเอกนริศวร์ เอกสารหมาย จ.20 และ จ.21 โดยเอกสารดังกล่าวนี้ให้ความเห็นว่าเหตุเพลิงไหม้เป็นเหตุสุดวิสัยดังที่โจทก์อ้างจริงแต่เอกสารดังกล่าวนี้ศาลแรงงานกลางฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นแล้วและวินิจฉัยไปอีกหนทางหนึ่งต่างจากความเห็นของพันตำรวจเอกนริศวร์ อุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ อีกประการหนึ่ง โจทก์อ้างว่าการหยุดกิจการของโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์มีความจำเป็นเนื่องจากสถานที่ตั้งของโจทก์ถูกประกาศให้เป็นสถานที่อันตรายและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการได้มีคำสั่งให้โจทก์หยุดประกอบกิจการในโรงงานปั่นด้าย เอ 2 ซึ่งเป็นโรงงานใหญ่ที่สุด ส่วนโรงงานปั่นด้ายของโจทก์ที่เหลืออีก 2 แห่ง คือ โรงงานปั่นด้าย เอ 1 มีเครื่องจักรที่ล้าสมัย หากเปิดแล้วไม่คุ้มทุน และโรงงานปั่นด้าย เอ 3 ที่ปิดอยู่ หากเปิดก็จะรับพนักงานได้เพียง 400 คน นอกจากนั้นโจทก์ยังประสบปัญหาอื่น ๆ คือ ขาดเงินทุนหมุนเวียน โจทก์จึงจำเป็นต้องหยุดกิจการ เห็นว่าในปัญหาว่าการหยุดกิจการของโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์มีความจำเป็นหรือไม่ เนื่องจากลูกจ้างโจทก์ที่ถูกสั่งพักงานมี 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ลูกจ้างที่ปฏิบัติงานในโรงงานปั่นด้าย เอ 2 กลุ่มที่ 2 ลูกจ้างที่ปฏิบัติงานในอาคารอื่นที่มิใช่โรงงานปั่นด้าย เอ 2 และกลุ่มที่ 3 ลูกจ้างที่รอคำสั่งของโจทก์ให้เข้าปฏิบัติงาน สำหรับลูกจ้างกลุ่มที่ 1 ซึ่งศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแล้วว่า การสั่งพักงานลูกจ้างดังกล่าวเป็นกรณีมีเหตุจำเป็น ไม่มีปัญหาต้องวินิจฉัย กรณีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะลูกจ้างกลุ่มที่ 2 และที่ 3 ซึ่งศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าการสั่งพักงานลูกจ้างสองกลุ่มดังกล่าวมิใช่เป็นกรณีมีเหตุจำเป็นเห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาโรงงานปั่นด้าย เอ 2 ใช้ลูกจ้างประมาณ 700 คน นอกจากโรงงานปั่นด้าย เอ 2 แล้ว โจทก์ยังมีโรงงานปั่นด้าย เอ 1 ซึ่งปิดอยู่ โดยโรงงานดังกล่าวเมื่อเปิดก็สามารถรองรับลูกค้าได้ประมาณ 400 คน และโจทก์ยังสามารถนำลูกจ้างที่เหลืออีก 300 คน ไปจัดสรรทำงานโดยการเกลี่ยไปทำงานที่อื่นได้แต่โจทก์ไม่ทำ นอกจากนั้นโจทก์ยังทยอยรับลูกจ้างใหม่ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวการสั่งพักงานลูกจ้างกลุ่มที่ 2 และที่ 3 ของโจทก์ จึงมิใช่เป็นการสั่งพักงานในกรณีมีเหตุจำเป็นดังที่โจทก์อ้าง อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น โดยสรุปศาลฎีกาเห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นแต่เพียงบางส่วน โดยข้อ 2 ที่อ้างว่าคำสั่งที่ 128/2543 ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 27 มาตรา 29 และมาตรา 30 ข้อ 3 และข้อ 4 ที่อ้างว่า คำสั่งที่ 128/2543 ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 34 และมาตรา 37 ข้อ 6 ข้อ 7 และข้อ 8 ที่อ้างว่าการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเป็นการไม่ชอบ และข้อ 9 ที่อ้างว่าโจทก์มิต้องรับผิดจ่ายค่าจ้างและเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ฟังไม่ขึ้น อุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้นเฉพาะข้อที่ 5 ที่อ้างว่าคำสั่งที่ 114/2544 และที่ 158/2544 ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 124 เนื่องจากจำเลยที่ 1 มีคำสั่งหลังครบกำหนด 60 วัน โดยมิได้มีการขอขยายระยะเวลา" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งที่ 114/2544 และที่ 158/2544 ของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8782 - 8785/2547 บริษัทไทยเกรียงสิ่งทอ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางสาวรสกรณ์ ศรีเพชร กับพวก จำเลย นางสาวอรุณี ศรีโต กับพวก จำเลยร่วม

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทไทยเกรียงสิ่งทอ จำกัด (มหาชน) · จำเลย - นางสาวรสกรณ์ ศรีเพชร กับพวก · จำเลยร่วม - นางสาวอรุณี ศรีโต กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิชัย วิวิตเสวี · อรพินท์ เศรษฐมานิต · หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9395-9492/2550ฎีกา 4590/2553ฎีกา 1221/2549ฎีกา 8880-8886/2542ฎีกา 7635/2543ฎีกา 8631/2550ฎีกา 4573-5228/2544ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 15617/2558ฎีกา 11/2543ฎีกา 5027/2548ฎีกา 3111/2544ฎีกา 19140-19173/2557ฎีกา 8131/2553ฎีกา 3087-3095/2545ฎีกา 443/2549ฎีกา 8395/2550ฎีกา 5028/2545ฎีกา 3459/2560ฎีกา 1252/2547ฎีกา 8335/2559ฎีกา 3322/2554ฎีกา 6492/2557ฎีกา 20513-20657/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ