⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3417/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3417/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยแถลงต่อศาลว่าไม่ประสงค์จะต่อสู้คดี แต่ขอเลื่อนคดีไปก่อน โดยมิได้ปฏิเสธว่าตนเป็นผู้ค้ำประกัน ถือว่าจำเลยรับว่าเป็นผู้ค้ำประกันแล้ว โจทก์จึงไม่ต้องนำสืบถึงสัญญาค้ำประกันอีก แม้สัญญาค้ำประกันจะปิดอากรแสตมป์ไม่บริบูรณ์ ก็ยังฟังได้ว่าจำเลยได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้จริง

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงาน หากจำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ยอมรับผิดร่วมกัน จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 มิได้ยกเรื่องอำนาจศาลขึ้นเป็นข้อต่อสู้ เพิ่งมายกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์แสดงว่าคู่ความยอมรับอำนาจศาลแล้ว ปัญหาดังกล่าวจึงมิได้เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย จำเลยที่ 3 และที่ 5 แถลงต่อศาลชั้นต้นว่าไม่ประสงค์จะต่อสู้คดี แต่ไม่มีเงินพอชำระหนี้แก่โจทก์ ขอเลื่อนคดีไปสักนัดหนึ่งก่อน โดยมิได้ปฏิเสธว่ามิใช่ผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ถือได้ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 5 รับว่าเป็นผู้ค้ำประกันแล้วโดยที่โจทก์ไม่จำต้องนำสืบถึงสัญญาค้ำประกันอีก ฉะนั้น แม้สัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ. 6 และ จ. 8 จะมิได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 118 ก็ฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 5 ได้ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์จริง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลรัษฎากร ม.118 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.35 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.39

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 283,965 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งห้าขาดนัดและขาดนัดพิจารณา ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 283,965 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 3 และที่ 5 อุทธรณ์ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นลูกจ้างของโจทก์ นิติสัมพันธ์ที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์เป็นสัญญาจ้างทำของ โจทก์ไม่สามารถฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกต่อศาลแรงงานได้ เห็นว่า ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้โดยอนุโลม ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 บัญญัติว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์นั้น คู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยแจ้งชัดในอุทธรณ์ และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งจะต้องเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย เมื่อจำเลยที่ 3 และที่ 5 มิได้ยกเรื่องอำนาจศาลขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ เพิ่งมายกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ แสดงว่าคู่ความยอมรับอำนาจศาลแล้ว ปัญหาดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยที่ 3 และที่ 5 อุทธรณ์ประการต่อมาว่าหนังสือสัญญาค้ำประกันที่โจทก์อ้างส่งศาลปิดอากรแสตมป์แล้ว แต่มิได้ขีดฆ่าย่อมถือว่ายังไม่ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 118 จะใช้เป็นพยานหลักฐานฟังว่าจำเลยที่ 3 และที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไม่ได้นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงในสำนวนได้ความว่า ขณะโจทก์ยื่นหนังสือค้ำประกันในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางยังมิได้มีการขีดฆ่าอากรแสตมป์ เพิ่งจะมาขีดฆ่าในภายหลังศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาแล้วก็ตาม แต่ในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลาง จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 มาศาลและแถลงว่าไม่ประสงค์จะต่อสู้คดี แต่ไม่มีเงินพอชำระหนี้แก่โจทก์ ขอเลื่อนคดีไปสักนัดหนึ่งก่อน โดยที่จำเลยที่ 3 และที่ 5 มิได้ปฏิเสธว่ามิใช่ผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 5 รับว่าเป็นผู้ค้ำประกันแล้ว โดยที่โจทก์ไม่จำต้องนำสืบถึงสัญญาค้ำประกันอีก ฉะนั้นแม้สัญญาค้ำประกันจะมิได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 118 ก็ฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 5 ได้ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์จริง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 5 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3417/2548 บริษัทเดอะมาสเตอร์กรุ๊ปแมเนจเม้นท์ จำกัด โจทก์ นายเฉลิมชาติหรือทินนภัทร ศรีสว่าง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทเดอะมาสเตอร์กรุ๊ปแมเนจเม้นท์ จำกัด · จำเลย - นายเฉลิมชาติหรือทินนภัทร ศรีสว่าง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)รัตน กองแก้ว · ชวลิต ยอดเณร · พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายสมเกียรติ คมสัตย์ธรรม · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4715/2542ฎีกา 7919/2553ฎีกา 4359/2540ฎีกา 6938/2539ฎีกา 367/2568ฎีกา 4838/2548ฎีกา 685/2550ฎีกา 1968/2533ฎีกา 2328/2533ฎีกา 8875/2542ฎีกา 5086/2537ฎีกา 3136/2524ฎีกา 2572/2541ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1896/2492ฎีกา 5712/2541ฎีกา 991/2548ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 1028/2564ฎีกา 9571/2544ฎีกา 5494/2541ฎีกา 6555/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา