คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3167/2549
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลจะถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นไม่ติดใจสืบพยานและมีคำพิพากษาชี้ขาดไปตามรูปเรื่องที่ปรากฏได้
ย่อคำพิพากษา
ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์เป็นฝ่ายนำสืบพยานก่อน เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จ ศาลแรงงานกลางได้เลื่อนไปสืบพยานจำเลยนัดหน้า เมื่อถึงกำหนดนัด ทนายโจทก์มาศาล ส่วนจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องและไม่มีพยานจำเลยมาศาล ศาลแรงงานกลางจึงถือว่าจำเลยไม่ติดใจสืบพยานและมีคำพิพากษาไปในวันดังกล่าว กรณีนี้จึงไม่ใช่กรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดหรือขาดนัดพิจารณาแพ้คดี แต่เป็นกรณีที่ศาลได้พิพากษาชี้ขาดไปตามรูปเรื่องที่ปรากฏในคำฟ้องคำให้การและพยานโจทก์ ดังนี้ จำเลยจึงไม่อาจขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาต่อไป
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าล่วงเวลาจำนวน 1,500 บาท เงินประกันการทำงานจำนวน 2,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเงินค่าเปอร์เซ็นต์การขายจำนวน 4,875 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลแรงงานกลางได้สืบพยานโจทก์เสร็จสิ้น แล้วเลื่อนไปนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 28 กันยายน 2547 เวลา 9 นาฬิกา เมื่อถึงวันนัดสืบพยานจำเลย จำเลยไม่มาศาล ศาลแรงงานกลางจึงถือว่าจำเลยไม่ติดใจสืบพยานแล้วมีคำพิพากษาในวันดังกล่าวให้จำเลยชำระเงินค่าล่วงเวลาจำนวน 1,500 บาทและเงินประกันจำนวน 2,500 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 พฤษภาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชำระเงินค่าเปอร์เซ็นต์จากการขายน้ำจำนวน 4,875 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ และนัดสืบพยานจำเลยต่อไป
ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า จำเลยขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้เนื่องจากศาลถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบ ให้ยกคำร้อง
จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิขอให้พิจารณาคดีใหม่หรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์เป็นฝ่ายนำสืบพยานก่อน เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จศาลแรงงานกลางได้เลื่อนไปสืบพยานจำเลยนัดหน้า เมื่อถึงกำหนดนัด ทนายโจทก์มาศาล ส่วนจำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องและไม่มีพยานจำเลยมาศาล ศาลแรงงานกลางจึงถือว่าจำเลยไม่ติดใจสืบพยานและมีคำพิพากษาไปในวันดังกล่าว เห็นว่า การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยแพ้คดีและจ่ายเงินตามคำขอของโจทก์โดยถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบนั้น ไม่ใช่กรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ขาดนัดหรือขาดนัดพิจารณาแพ้คดี แต่เป็นกรณีที่ศาลได้พิพากษาชี้ขาดไปตามรูปเรื่องที่ปรากฏในคำฟ้องคำให้การและพยานโจทก์ ดังนี้ จำเลยจึงไม่อาจขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ กรณีดังกล่าวจำเลยชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาต่อไป ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3167/2549
นายวิพัตร ศิริสำราญ โจทก์
บริษัท พี. เจ. สากลบรรจุภัณฑ์ จำกัด จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายวิพัตร ศิริสำราญ · จำเลย - บริษัท พี. เจ. สากลบรรจุภัณฑ์ จำกัด |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สถิตย์ อรรถบลยุคล · วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ · พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแรงงานกลาง - นายสมบูรณ์ จิตรพัฒนากุล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา