⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4789/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4789/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินมีข้อกำหนดให้คิดดอกเบี้ยได้และมิได้ระบุว่าให้คิดดอกเบี้ยได้ตั้งแต่วันใด ให้คิดดอกเบี้ยในอัตราที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินนับแต่วันที่ลงในตั๋ว และเมื่อถึงกำหนดชำระเงินแล้วลูกหนี้ไม่ชำระ ถือว่าลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดทันทีโดยเจ้าหนี้ไม่ต้องบอกกล่าวหรือทวงถามก่อน

ย่อคำพิพากษา

ตามตั๋วสัญญาใช้เงินระบุวันออกตั๋วคือวันที่ 30 กันยายน 2540 วันถึงกำหนดใช้เงินวันที่ 31 ตุลาคม 2540 กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ BBL MOR +1 ต่อปี เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยออกมีข้อกำหนดให้คิดดอกเบี้ยได้ และมิได้ระบุว่าให้คิดดอกเบี้ยได้ตั้งแต่วันใด จึงต้องคิดดอกเบี้ยในอัตราที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวนับแต่วันที่ลงในตั๋ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 911, 968, 985 เมื่อถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2540 จำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดทันทีตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคสอง โดยเจ้าหนี้ไม่จำต้องบอกกล่าวหรือทวงถามก่อนแต่อย่างใด เมื่อมีการโอนสิทธิเรียกร้องนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ผู้รับโอนมีฐานะเป็นเจ้าหนี้แทนเจ้าหนี้เดิมจึงมีสิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้ที่มีอยู่ทั้งหมดรวมทั้งอุปกรณ์แห่งหนี้จากจำเลยทั้งสองได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.204 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.911 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.968 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.985

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 435,840,410.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้บังคับจำนองยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและอาคารชุดรวม 381 ห้อง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระแก่โจทก์จนครบ ถ้าได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองชำระหนี้จนครบ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้จำนวน 393,575,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราขั้นต่ำตามประกาศของโจทก์ภายใต้ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยบวกด้วย 2.50 (MOR+2.50) ในต้นเงิน 300,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จ แต่ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอมาท้ายฟ้อง หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้บังคับจำนองยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว และห้องชุดรวม 381 ห้องชุด ซึ่งจำเลยที่ 1 จำนองไว้กับโจทก์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนกว่าจะครบ หากได้เงินไม่พอชำระให้บังคับเอากับทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองจนกว่าจะครบ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความแทนโจทก์ 10,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2540 อันเป็นวันถัดจากวันออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับสุดท้ายจนถึงวันฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ก่อนที่โจทก์จะรับโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้มา ยังไม่ได้มีการบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ โจทก์เพิ่งมาบอกกล่าวทวงถามเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2542 ก่อนหน้านี้จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น เห็นว่า หนี้ของจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ที่เกิดจากการขายลดตั๋วเงินตามสัญญาวงเงินสินเชื่อ ซึ่งตามตั๋วสัญญาใช้เงินระบุวันออกตั๋วคือวันที่ 30 กันยายน 2540 วันถึงกำหนดใช้เงินวันที่ 31 ตุลาคม 2540 กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ BBL MOR+1 ต่อปี และตามสัญญาวงเงินสินเชื่อ ข้อ 2 กำหนดให้ลูกหนี้ชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุก ๆ สิ้นเดือน ดังนี้ เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยที่ออกมีข้อกำหนดให้คิดดอกเบี้ยได้ และมิได้ระบุว่าให้คิดดอกเบี้ยได้ตั้งแต่วันใด จึงต้องคิดดอกเบี้ยในอัตราที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวนับแต่วันที่ลงในตั๋ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 911, 968, 985 เมื่อพิจารณาตามคำฟ้องของโจทก์ประกอบประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่สัญญาอ้างอิงถึงอัตราดอกเบี้ย BBL MOR +1 นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2540 เท่ากับ 15.75 ต่อปี และนับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2540 เท่ากับ 16.25 ต่อปี ซึ่งจำเลยทั้งสองจะต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวนี้ให้แก่โจทก์ด้วย และต่อมาวันที่ 31 ตุลาคม 2540 จำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง โดยเจ้าหนี้ไม่จำต้องบอกกล่าวหรือทวงถามก่อนแต่อย่างใด บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ในขณะนั้นจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดจากจำเลยที่ 1 โดยมิต้องบอกกล่าว ต่อมาเมื่อมีการโอนสิทธิเรียกร้องนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ผู้รับโอนมีฐานะเป็นเจ้าหนี้แทนเจ้าหนี้เดิมจึงมีสิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้ที่มีอยู่ทั้งหมดรวมทั้งอุปกรณ์แห่งหนี้จากจำเลยทั้งสองได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4789/2549 ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) · จำเลย - บริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มนตรี ยอดปัญญา · วิบูลย์ มีอาสา · ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายบุญเลิศ เย็นทรวง · ศาลอุทธรณ์ - คมวุฒ บุรีธนวัต
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5324/2537ฎีกา 451/2491ฎีกา 4714/2547ฎีกา 2074/2545ฎีกา 1609-1610/2519ฎีกา 10166/2539ฎีกา 394/2550ฎีกา 106/2536ฎีกา 312/2531ฎีกา 3496/2526ฎีกา 10588/2551ฎีกา 6239/2551ฎีกา 1783/2551ฎีกา 613/2529ฎีกา 815/2533ฎีกา 806/2518ฎีกา 7635/2543ฎีกา 8114-8868/2546ฎีกา 986/2507ฎีกา 6052/2537ฎีกา 2013/2531ฎีกา 4573-5228/2544ฎีกา 1909/2538ฎีกา 3145/2545
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา