⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4948/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4948/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นโดยชอบแล้ว ทำให้สิทธิเรียกร้องเดิมระงับไป และเกิดสิทธิเรียกร้องใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นแทน.

ย่อคำพิพากษา

การที่โจทก์และ ก. หย่ากันโดยทำข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินตามใบยอมความและได้กระทำต่อหน้าเจ้าพนักงาน มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่าทั้งสองฝ่ายยินยอมที่จะขอจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยาโดยความสมัครใจและตกลงแบ่งทรัพย์สินกัน รวมทั้งสวนยางพาราที่ดิน ส.ค.1 ตามฟ้อง เห็นได้ว่าโจทก์และ ก. ประสงค์จะระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีอยู่หรือที่จะมีขึ้นต่อไปภายหน้าให้เสร็จไปด้วยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันอันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 เมื่อใบยอมความเป็นข้อตกลงกันในเรื่องเกี่ยวกับสินสมรส จึงเป็นผลให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์เกี่ยวกับสินสมรสระงับไป โจทก์คงได้สิทธิใหม่ตามที่แสดงไว้ในใบยอมความดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 852 เท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์สินตามฟ้องอีก โจทก์อุทธรณ์และฎีกาขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานต่อไป มิได้ขอให้ชนะคดีตามคำฟ้อง โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาอย่างคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้คือชั้นละ 200 บาท

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.150 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.852

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์เป็นภริยานายกุศล แซ่ต๋อหรือแซ่ต่อหรือต่อไมตรี จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2491 ระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาได้ร่วมกันครอบครองและทำประโยชน์สวนยางพาราที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง ส.ค.1 เลขที่ 115 หมู่ที่ 5 ตำบลหล่อยูง อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา โดยโจทก์ยินยอมให้ลงชื่อนายกุศลเป็นเจ้าของแทนโจทก์ด้วย ต่อมาวันที่ 1 กรกฎาคม 2508 โจทก์และนายกุศลจดทะเบียนหย่าที่อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ตกลงให้แบ่งสินสมรสข้างต้นแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ครั้นวันที่ 25 มกราคม 2544 นายกุศลทำพินัยกรรมยกที่ดิน ส.ค.1 ทั้งแปลงแก่จำเลยทั้งสอง ภายหลังทำพินัยกรรมเพียง 10 วัน นายกุศลก็ถึงแก่ความตาย พินัยกรรมดังกล่าวจึงไม่ผูกพันที่ดินและสวนยางพาราที่เป็นของโจทก์อยู่กึ่งหนึ่ง ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 115 ตำบลหล่อยูง อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา เนื้อที่ 37 ไร่ 15 ตารางวา เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนายกุศล แซ่ต๋อหรือแซ่ต่อหรือต่อไมตรี และให้โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและสวนยางพาราดังกล่าวกึ่งหนึ่ง ให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการทางทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอตะกั่วทุ่งให้โจทก์ได้ที่ดิน ส.ค.1 กึ่งหนึ่ง หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ห้ามจำเลยทั้งสองตลอดทั้งบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินและสวนยางพาราเฉพาะส่วนของโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอแบ่งสินสมรสในที่ดินและสวนยางพารากึ่งหนึ่ง เพราะสิทธิเรียกร้องขอแบ่งสินสมรสของโจทก์ระงับไปแล้วตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือสัญญาแบ่งสินสมรสที่โจทก์ทำไว้กับนายกุศล ต่อไมตรี ฉบับลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2508 ในวันจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา โดยนายกุศลตกลงแบ่งที่ดินสวนยางพาราพิพาทให้แก่โจทก์ 12 แถว โดยยื่นเรื่องแบ่งปันแก่โจทก์ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันทำสัญญา หากไม่ถือปฏิบัติให้โจทก์ฟ้องบังคับได้ตามใบยอมความและบันทึกรูปแผนที่สังเขปแสดงที่ดินสวนยางที่แบ่งปันท้ายคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์แถลงรับข้อเท็จจริงว่า ได้ทำใบยอมความตกลงแบ่งทรัพย์สินในขณะหย่ากับนายกุศล ต่อไมตรี ตามเอกสารท้ายคำให้การของจำเลยจริง ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงพอวินิจฉัย จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยาน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ที่ดิน ส.ค.1 ตามฟ้องเป็นสินสมรสซึ่งโจทก์มีสิทธิที่จะได้รับจากนายกุศลตามข้อตกลงกึ่งหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องและมีสิทธิที่จะขอให้บังคับจำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำขอท้ายฟ้องนั้น เห็นว่า การที่โจทก์และนายกุศลหย่ากันโดยทำข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินตามใบยอมความเอกสารท้ายคำให้การและได้กระทำต่อหน้าเจ้าพนักงาน มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่าทั้งสองฝ่ายยินยอมที่จะจดทะเบียนหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยาโดยความสมัครใจและตกลงแบ่งทรัพย์สินกัน รวมทั้งสวนยางพาราที่ดิน ส.ค.1 ตามฟ้อง เห็นได้ว่าโจทก์และนายกุศลประสงค์ระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีอยู่หรือที่จะมีขึ้นต่อไปภายหน้าให้เสร็จไปด้วยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน อันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 เมื่อใบยอมความที่โจทก์และนายกุศลทำไว้ต่อกันตามเอกสารท้ายคำให้การเป็นข้อตกลงกันในเรื่องเกี่ยวกับสินสมรส จึงเป็นผลให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์เกี่ยวกับสินสมรสระงับไป โจทก์คงได้สิทธิใหม่ตามที่แสดงไว้ในใบยอมความดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 เท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์สินตามฟ้องอีก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ที่โจทก์อุทธรณ์และฎีกาขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานต่อไป มิได้ขอให้ชนะคดีตามคำฟ้อง โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาอย่างคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ คือชั้นศาลละ 200 บาท ซึ่งต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์" พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาส่วนที่เกินกว่าชั้นศาลละ 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4948/2549 นางสุดา แซ่ต๋อหรือแซ่ต่อหรือรัตนพงษ์ โจทก์ นางสมัย ต่อไมตรี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสุดา แซ่ต๋อหรือแซ่ต่อหรือรัตนพงษ์ · จำเลย - นางสมัย ต่อไมตรี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศิริชัย จิระบุญศรี · เรวัตร อิศราภรณ์ · ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2467/2526ฎีกา 2335/2551ฎีกา 1000/2505ฎีกา 1398/2493ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2460/2517ฎีกา 643/2497ฎีกา 7051/2540ฎีกา 898/2534ฎีกา 8207/2538ฎีกา 953/2505ฎีกา 6528/2537ฎีกา 1225-1235/2530ฎีกา 7631/2552ฎีกา 4541/2550ฎีกา 174/2538ฎีกา 3601/2530ฎีกา 1286-1287/2503ฎีกา 5712/2545ฎีกา 9326-9327/2544ฎีกา 2970/2543ฎีกา 380/2530ฎีกา 2157/2543ฎีกา 718/2550
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ