⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5462/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5462/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อมีผู้ค้ำประกัน การบังคับชำระหนี้เอาแก่ผู้ค้ำประกันจะกระทำได้ต่อเมื่อไม่สามารถบังคับชำระหนี้จากลูกหนี้ชั้นต้นได้ก่อน

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน มีผลเท่ากับว่าให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินแก่โจทก์ก่อน ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถจะใช้ได้ ก็ให้จำเลยที่ 2 ใช้แทนจนครบ ฉะนั้น โจทก์จึงต้องดำเนินการบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก่อน เมื่อไม่พอจึงจะบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 689 การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ส่งเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มายังเจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 และโจทก์ได้รับเงินบางส่วนจากเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ยังมีทรัพย์สินที่จะชำระหนี้ได้และการบังคับชำระหนี้ไม่เป็นการยาก แม้จะเป็นการชำระหนี้เพียงบางส่วนแต่ก็ยังไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่อาจบังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ได้อีกต่อไป โจทก์จึงต้องบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก่อน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.689

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 23,541.50 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสองทราบคำบังคับแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์ขอให้ศาลออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดและอายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทยแจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 เดือนละ 3,600 บาท และของจำเลยที่ 2 เดือนละ 5,400 บาท ซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะโจทก์ยังสามารถบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยที่ 1 ได้และไม่เป็นการยากที่โจทก์จะติดตามบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ ทั้งโจทก์ก็ได้บังคับชำระหนี้เอาแก่จำเลยที่ 1 ได้อยู่แล้ว ขอให้งดการบังคับคดียกเลิกการอายัดของจำเลยที่ 2 ต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ทราบคำบังคับแล้วไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้บังคับคดีเอาแก่จำเลยที่ 2 ได้ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้บังคับคดีจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 โดยให้บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก่อน หากไม่พอจึงให้บังคับเอาจากจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ขอให้เพิกถอนการอายัดเงินบำนาญของจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองทราบคำบังคับแล้วแต่ไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงชอบที่จะขอให้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองได้ และเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 ไม่เพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงชอบที่จะอายัดเงินบำนาญของจำเลยที่ 2 ไปพร้อมกันได้นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน มีผลเท่ากับว่าให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินแก่โจทก์ก่อน ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถจะใช้ได้ ก็ให้จำเลยที่ 2 ใช้แทนจนครบ ฉะนั้น โจทก์จึงต้องดำเนินการบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก่อน เมื่อไม่พอจึงจะบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยที่ 2 ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 689 ในปัญหาที่ว่า โจทก์ยังสามารถบังคับชำระหนี้เอาจากจำเลยที่ 1 ได้และไม่เป็นการยากที่จะบังคับให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้หรือไม่นั้น แม้ศาลชั้นต้นจะยกคำร้องของจำเลยที่ 2 โดยยังมิได้ไต่สวนก่อน แต่เมื่อข้อเท็จจริงตามบัญชีแสดงรายการรับ-จ่ายเงิน ครั้งที่ 1 สิ้นสุดเพียงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งมายังศาลชั้นต้นโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านปรากฏว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ส่งเงินบำนาญของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มายังเจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 และโจทก์ได้รับเงินบางส่วนไปจากเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้วแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ยังมีทรัพย์สินที่จะชำระหนี้ได้และการบังคับชำระหนี้ไม่เป็นการยาก แม้จะเป็นการชำระหนี้เพียงบางส่วนแต่ก็ยังไม่ปรากฏพฤติการณ์ใดที่แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่อาจบังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ได้อีกต่อไป โจทก์จึงต้องบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก่อนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จำเลยที่ 2 ชอบที่จะขอให้เพิกถอนการอายัดเงินบำนาญของจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5462/2549 นางทองคำ ซาบำเหน็จ โจทก์ นายถวิล ฉิ่งอินทร์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางทองคำ ซาบำเหน็จ · จำเลย - นายถวิล ฉิ่งอินทร์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประทีป เฉลิมภัทรกุล · เรวัตร อิศราภรณ์ · ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 838/2494ฎีกา 8136-8139/2542ฎีกา 3318/2545ฎีกา 137/2474ฎีกา 2122/2544ฎีกา 741/2523ฎีกา 1233/2554ฎีกา 779/2502ฎีกา 1640/2530ฎีกา 4131/2535ฎีกา 980/2513ฎีกา 7028/2539ฎีกา 8215/2549ฎีกา 2931/2516ฎีกา 2223/2514ฎีกา 4988/2533ฎีกา 1187/2517ฎีกา 435/2547ฎีกา 1225/2506ฎีกา 1536/2511ฎีกา 827/2483ฎีกา 1695/2493ฎีกา 9156/2538ฎีกา 796/2509
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา