⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 838/2494

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 838/2494

ย่อคำพิพากษา

สัญญาประนีประนอมยอมความมีข้อความว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้จำเลยที่ 2-3-4 ในฐานะผู้ค้ำประกันยอมใช้เงินให้โจทก์เป็นเงินจำนวนหนึ่งและดอกเบี้ย และศาลได้พิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น มีผลเท่ากับว่าให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินให้แก่โจทก์ก่อน ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถจะใช้ได้ ก็ให้จำเลยที่ 2-3-4 ใช้แทนจนครบ ฉะนั้นโจทก์จึงต้องดำเนินการบังคับชำระหนี้เอากับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก่อนโจทก์จะเกี่ยงว่าจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินอยู่น้อยแก่การบังคับ จึงจะบังคับเอาแก่จำเลยที่ 2-3-4 นั้น ย่อมฟังไม่ขึ้น เพราะตราบใดที่ลูกหนี้ชั้นต้นยังมีทรัพย์สินที่จะบังคับชำระหนี้ได้อยู่ โจทก์จะต้องบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ชั้นต้นนั้นก่อน เมื่อไม่พอจึงจะบังคับชำระหนี้เอาจากผู้ค้ำประกัน (อ้างฎีกาที่ 827/2483)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.688 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.689

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้ โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อหน้าศาล มีข้อความว่า จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้กู้ จำเลยที่ ๒,๓,๔ ในฐานะผู้ค้ำประกัน ยอมใช้เงินให้โจทก์ ๖๐๙๑๗๘ บาท และดอกเบี้ยในต้นเงินนี้อัตราร้อยละ ๑๐ ต่อไป นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้เงินเสร็จ ศาลได้พิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เมื่อพ้นกำหนด จำเลยมิได้ปฏิบัติตามยอมโจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเอาแก่จำเลยทั้ง ๔ คน แต่โจทก์นำยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ ๓ แต่ผู้เดียว จำเลยที่ ๓ จึงขอให้ดำเนินการบังคับเอากับจำเลยที่ ๑ ก่อน ถ้าไม่เพียงพอจึงให้บังคับเอาจากผู้ค้ำประกันทั้ง ๓ คนพร้อม ๆ กัน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ทางไต่สวนไม่ได้ความว่าลูกหนี้มีทางที่จะชำระหนี้ได้ และการที่จะบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ไม่เป็นการยากตาม ป.มงแพ่งฯมาตรา ๖๘๙ จึงให้ยกคำร้องของจำเลยที่ ๓ เสีย จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ ก่อนหากไม่พอจึงให้บังคับเอาจากผู้ค้ำประกัน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ฐานะผู้กู้และฐานะผู้ค้ำประกันนั้น ตามกฎหมายย่อมเป็นที่เข้าใจกันอยู่แล้วว่ามีต่างกัน เป็นลูกหนี้ชั้นต้นและลูกหนี้ในฐานค้ำประกัน คำพิพากษาตามสัญญายอมความนั้น จึงมีผลเท่ากับว่าให้จำเลยที่ ๑ ใช้เงินให้แก่โจทก์ก่อน ถ้าจำเลยที่ ๑ ไม่สามารถจะใช้ได้ ก็ให้จำเลยที่ ๒-๓-๔ ใช้แทนจนครบฉะนั้นโจทก์จึงต้องดำเนินการบังคับชำระหนี้ เอากับทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ก่อนทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ โจทก์ก็แถลงรับว่ามีอยู่แต่เกี่ยงว่ามีน้อยและยากแก่การบังคับ ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าฟังไม่ขึ้นเพราะตราบใดที่ลูกหนี้ชั้นต้นยังมีทรัพย์สินที่จะบังคับชำระหนี้ได้อยู่โจทก์จะต้องบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ชั้นต้นก่อนเมื่อไม่พอจึงจะบังคับชำระหนี้เอาจากผู้ค้ำประกัน ดังที่ได้วินิจฉัยไว้ในฎีกาที่ ๘๒๗/๒๔๘๓ จึงพิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 838/2494 ธนาคารกรุงเทพฯ จำกัด โจทก์ บริษัทเจ้าพระยา จำกัดที่ 1, นายชิต นภาศัพท์ที่ 2, นายพจนา ณระนองที่ 3, นายรัตน์เปสตันยีที่ 4 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงเทพฯ จำกัด · 3, - บริษัทเจ้าพระยา จำกัดที่ 1, นายชิต นภาศัพท์ที่ 2, นายพจนา ณระนองที่ · จำเลย - นายรัตน์เปสตันยีที่ 4
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประมูล สุวรรณศร · นาถปรีชา · มนูกิจวิมลอรรถ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง · ศาลอุทธรณ์ - พระประศาสน์วินิจฉัย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2660/2536ฎีกา 3996/2541ฎีกา 1287/2530ฎีกา 1415/2540ฎีกา 3191/2547ฎีกา 946/2509ฎีกา 766/2543ฎีกา 7168/2542ฎีกา 1333/2530ฎีกา 1733/2492ฎีกา 1591/2495ฎีกา 712/2496ฎีกา 5393/2540ฎีกา 1808/2512ฎีกา 742/2490ฎีกา 8309/2543ฎีกา 2824/2538ฎีกา 1451/2521ฎีกา 82/2512ฎีกา 7907/2551ฎีกา 1275/2482ฎีกา 3053/2527ฎีกา 506/2530ฎีกา 7339/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา