⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6340/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6340/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เงินมัดจำที่ผู้รับโอนได้มอบให้แก่ผู้โอนตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของผู้โอนตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 แม้ภายหลังจะมีการทำสัญญากู้เงินจำนวนเท่ากับเงินมัดจำก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระบุไว้ชัดเจนว่าผู้โอนได้รับเงินมัดจำจากผู้รับโอนไปถูกต้องแล้ว แม้ผู้รับโอนจะทำสัญญากู้เงินจากผู้โอนไว้ เป็นจำนวนเงินเท่ากับจำนวนเงินมัดจำ ก็เท่ากับผู้โอนมอบเงินมัดจำนั้นให้เป็นเงินกู้แก่ผู้รับโอน เงินมัดจำดังกล่าวจึงเป็นเงินได้พึงประเมินตาม ป.รัษฎากร มาตรา 39

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลรัษฎากร ม.23 ประมวลรัษฎากร ม.24 ประมวลรัษฎากร ม.26 ประมวลรัษฎากร ม.27 ประมวลรัษฎากร ม.39 ประมวลรัษฎากร ม.56

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของจำเลยและการพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวโดยปลดภาษี 104,731,200 บาท จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกคำขออื่น จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางว่า เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2537 โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2103 ถึง 2105 ตำบลหมอนทอง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ประมาณ 360 ไร่ แก่นายประกอบ ในราคา 180,000,000 บาท และเข้าเป็นหุ้นส่วนจัดทำโครงการสวนเกษตรแปลงย่อยขายแก่ประชาชนทั่วไปเพื่อแบ่งปันกำไรกัน โดยนายประกอบทำสัญญากู้ยืมเงิน 72,000,000 บาท จากโจทก์ทั้งสองในวันเดียวกันมาวางมัดจำตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน แต่โจทก์ทั้งสองมิได้นำเงินค่ามัดจำ 72,000,000 บาท มาคิดเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2537 จำเลยจึงออกหมายเรียกโจทก์ทั้งสองมาไต่สวนและประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 26,182,800 บาท เบี้ยปรับ 52,365,600 บาท และเงินเพิ่มถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2543 อีก 26,182,800 บาท โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่า เงินมัดจำเป็นเงินได้พึงประเมินตามความหมายในประมวลรัษฎากร มาตรา 39 จึงให้ยกอุทธรณ์ พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า โจทก์ทั้งสองต้องชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามที่จำเลยประเมินไว้หรือไม่ เห็นว่า ความในประมวลรัษฎากร มาตรา 56 บัญญัติไว้โดยแจ้งชัดว่า ให้บุคคลทุกคนเว้นแต่ผู้เยาว์หรือผู้ที่ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว ภายในเดือนมีนาคมทุกๆ ปี โดยความในวรรคสองที่บังคับแก่คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลดังเช่นกรณีโจทก์ทั้งสองก็บัญญัติภาระหน้าที่ของผู้อำนวยการหรือผู้จัดการให้เป็นผู้รับผิดเสียภาษีในชื่อคณะบุคคลนั้น เมื่อในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ข้อ 2 ระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้โอนได้รับเงินมัดจำจากผู้รับโอนไปถูกต้องแล้ว จึงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้รับเงินมัดจำ 72,000,000 บาท ไว้จากนายประกอบแล้ว แม้นายประกอบจะได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 72,000,000 บาท จากโจทก์ทั้งสองไว้ก็ถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองมอบเงินมัดจำที่รับไว้ให้นายประกอบรับเป็นเงินกู้ไปนั่นเอง เมื่อฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้รับเงินมัดจำจำนวนดังกล่าวไว้แล้ว จึงต้องด้วยเกณฑ์เงินสดที่ใช้เป็นหลักพิจารณาเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามบทนิยามในประมวลรัษฎากร มาตรา 39 เพราะมิใช่เงินที่โจทก์ทั้งสองยังไม่ได้รับหรือเงินที่ยังค้างชำระกันอยู่อันไม่อาจถือได้ว่าเป็นเงินได้พึงประเมินแต่อย่างใด โจทก์ทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับเป็นค่ามัดจำในระหว่างปีภาษี 2537 ภายในเดือนมีนาคม 2538 เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ยื่นแบบแสดงรายการเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2537 และชำระภาษี เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยจึงมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามประมวลรัษฎากร มาตรา 23, 24, 26 และ 27 การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบแล้ว คำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6340/2549 นางสมปอง ลียากาศ โดยนางอุษา ภาษีผล ผู้อนุบาล กับพวก โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสมปอง ลียากาศ โดยนางอุษา ภาษีผล ผู้อนุบาล กับพวก · จำเลย - กรมสรรพากร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธนพจน์ อารยลักษณ์ · ทองหล่อ โฉมงาม · องอาจ โรจนสุพจน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลภาษีอากรกลาง - นายสรายุทธ์ วุฒยภรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4553/2544ฎีกา 5528/2534ฎีกา 4719/2529ฎีกา 8923/2544ฎีกา 3033/2544ฎีกา 4708/2542ฎีกา 6056/2534ฎีกา 1587/2522ฎีกา 3113/2531ฎีกา 3193/2543ฎีกา 7035/2540ฎีกา 2082/2543ฎีกา 4144/2552ฎีกา 3802-3803/2534ฎีกา 3755/2526ฎีกา 899/2520ฎีกา 599/2523ฎีกา 3301/2534ฎีกา 989-993/2498ฎีกา 3119/2528ฎีกา 4555/2539ฎีกา 10701/2555ฎีกา 3322/2554ฎีกา 1878/2519
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา