คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1330/2508
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่อาจหักล้างได้ด้วยพยานหลักฐานอื่น
* อายุความในการบังคับสิทธิเรียกร้องให้ชำระภาษี เริ่มนับตั้งแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้
ย่อคำพิพากษา
แม้กฎหมายจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่า สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้อง ก็เป็นข้อสันนิษฐานไม่เด็ดขาด ซึ่งอาจหักล้างโดยพยานหลักฐานอื่นได้ ฉะนั้น เมื่อหลักฐานเอกสารของบริษัทโจทก์ที่ทำขึ้นเองผิดพลาดก็ย่อมไม่เป็นหลักฐานที่จะรับฟังเป็นความจริงได้
ภาษีสำหรับปี พ.ศ.2494 ถึงกำหนดต้องชำระในปี พ.ศ.2495 ถัดไปนั้น โดยที่อายุความย่อมเริ่มนับตั้งแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ฉะนั้น กรณีนี้อายุความจึงมิได้ตั้งต้นนับตั้งแต่ พ.ศ.2494
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งประเมินภาษีเงินได้ของจำเลยที่ ๑ กับคำวินิจฉัยของจำเลยที่ ๒,๓,๔ และพิพากษาว่าโจทก์ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้รวม ๘๔๙,๓๐๒.๗๗ บาท
จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธต่อสู้ว่าการประเมินของจำเลยถูกต้องแล้ว
ศาลชั้นต้นเห็นว่า สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของโจทก์ไม่ถูกต้อง ไม่เชื่อว่าได้มีการโอนหุ้นดังโจทก์ฟ้อง คดีไม่ขาดอายุความ ไม่มีเหตุที่โจทก์จะอ้างเพื่อไม่ชำระภาษี พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า แม้กฎหมายจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้อง ก็เป็นข้อสันนิษฐานไม่เด็ดขาด ซึ่งอาจหักล้างโดยพยานหลักฐานอื่นได้ ศาลฎีกาได้ตรวจดูสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของดจทก์แล้ว เห็นว่ามีข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อน จะให้ฟังว่าข้อสันนิษฐานนั้นถูกต้องกับความจริงก็ย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่เอง เพราะนายประสิทธิ์มีหุ้น ๔,๒๒๐ หุ้น ตั้งแต่ก่อนนางบุญหลีโอนเสียแล้ว ก็เมื่อหลักฐานเอกสารที่โจทก์ทำเองแสดงอยู่หลายฉบับว่านางบุญหลียังเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ ซ้ำยังได้รับเลือกเป็นกรรมการบริษัทโจทก์ต่อมาอีก โจทก์จะอ้างว่าเอกสารเหล่านั้น โจทก์ทำผิดพลาด แล้วขอให้เชื่อฟังสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นที่มีข้อผิดพลาดอยู่ในตัว ประกอบด้วยคำพยานโจทก์ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ยังไม่เป็นหลักฐานที่จะรับฟังเป็นความจริงตามข้ออ้างของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงต้องฟังว่านางบุญหลียังเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ตามเดิม โจทก์จึงต้องเสียภาษีตามที่จำเลยประเมินเรียกเก็บมา
ที่โจทก์อ้างว่าภาษีรายนี้เป็นภาษีสำหรับพ.ศ.๒๔๙๔ เจ้าพนักงานมาประเมินเรียกเก็บเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๔ จึงขาดอายุความเพระาเกิน ๑๐ ปีนั้นศาลฎีกาเห็นว่า สำหรับ พ.ศ.๒๔๙๔ ถึงกำหนดต้องชำระใน พ..๒๔๙๕ ถัดไป อายุความย่อมเริ่มนับตั้งแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๙ มิได้ตั้งต้นนับตังแต่ พ.ศ.๒๔๙๔ ดังที่โจทก์ฎีกา ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว
พิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1330/2508
บริษัทเอเชียพาณิชย์ประกันสรรพภัย จำกัด โดยนายณรงค์ สุทธิกุลพาณิชย์
และนายจือเจียง แซ่โป่ว กรรมการ โจทก์
กรมสรรพากร ที่ 1 นายหิรัญ สูตะบุตร ที่ 2 นายทวี พฤกษะวัน ที่ 3 นายธรรม
คามน์ โภวาที ที่ 4 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | สุทธิกุลพาณิชย์ - บริษัทเอเชียพาณิชย์ประกันสรรพภัย จำกัด โดยนายณรงค์ · โจทก์ - และนายจือเจียง แซ่โป่ว กรรมการ · นายธรรม - กรมสรรพากร ที่ 1 นายหิรัญ สูตะบุตร ที่ 2 นายทวี พฤกษะวัน ที่ 3 · จำเลย - คามน์ โภวาที ที่ 4 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | จิตติ ติงศภัทิย์ · มณี ชุติวงศ์ · กิตติ สีหนนทน์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายเสนีย์ วาทิน · ศาลอุทธรณ์ - นายไฉน บุญยก |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา