⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 438-439/2512

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 438-439/2512

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
อายุความคดีละเมิดที่เกี่ยวกับเงินภาษีอากรจะเริ่มนับแต่วันที่อธิบดีกรมสรรพากรรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน.

ย่อคำพิพากษา

กระทรวงการคลังฟ้องคดีเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยฐานละเมิดเกี่ยวกับเงินภาษีอากรของกรมสรรพากรซึ่งถูกยักยอกไป อายุความเริ่มนับแต่วันที่อธิบดีกรมสรรพากรรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่อปรากฏการทุจริตยักยอกเงินภาษีอากร และกรมสรรพากรได้ตั้งกรรมการขึ้นสอบสวนพฤติการณ์ ย่อมถือได้ว่าอธิบดีกรมสรรพากร ได้รู้ถึงการละเมิดแล้วต่อมาสรรพากรจังหวัดซึ่งเป็นกรรมการคนหนึ่งได้เสนอรายงานให้อธิบดีกรมสรรพากรทราบเรื่องการทุจริตและการจับกุมผู้อยู่ในข่ายสงสัยว่าจะสมคบกันทุจริต ซึ่งมีจำเลยรวมอยู่ในพวกที่ถูกจับด้วยนั้น. และต่อมาบุคคลเหล่านี้ก็ได้ถูกผู้ว่าคดีฟ้องกล่าวโทษเป็นคดีอาญาขึ้น. ต้องถือว่าอธิบดีกรมสรรพากรได้รู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วตั้งแต่วันที่ได้รับรายงานจากสรรพากรจังหวัด คณะกรรมการซึ่งอธิบดีกรมสรรพากรตั้งขึ้นสอบสวนการทุจริตรายงานว่าตรวจพบการทุจริตเพิ่มเติมอีก แต่กรรมการเห็นไม่ลงรอยกันในตัวผู้ต้องรับผิด อธิบดีกรมสรรพากรจึงสั่งให้รองอธิบดีพิจารณา รองอธิบดีพิจารณาแล้วเสนอความเห็นว่าควรให้กองวิทยาการ กรมตำรวจ พิสูจน์ลายมือผู้ทุจริตให้แน่นอนก่อน อธิบดีกรมสรรพากรสั่งให้นำเข้าประชุมปรึกษา กรรมการในที่ประชุมก็เห็นไม่ตรงกัน อธิบดีกรมสรรพากรจึงตั้งกรรมการพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เสนอรายงานต่ออธิบดี สำหรับการทุจริตครั้งหลังนี้ถือได้ว่าอธิบดีกรมสรรพากรเพิ่งรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่วันที่ได้รับรายงานของคณะกรรมการชุดหลัง การฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดจากผู้ที่มิได้กระทำผิดทางอาญานั้น อยู่ในกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคแรก แม้จะมีการฟ้องผู้กระทำละเมิดเป็นคดีอาญาด้วย แต่ศาลพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุดแล้ว ย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดอาญาตามมาตรา 448 วรรคสอง ต้องใช้อายุความตามวรรคแรก เช่นเดียวกัน จำเลยซึ่งถูกฟ้องคดีอาญาว่ายักยอกเงินของโจทก์ เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องคดีอาญาว่า คดียังไม่พอจะให้ศาลชี้ขาดว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้อง ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตาม และหากข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งฟังไม่ได้ว่าจำเลยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้มีการยักยอกเงินของโจทก์ จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินที่มีผู้ยักยอกไปให้แก่โจทก์ จำเลยเป็นหัวหน้าส่วนราชการแผนกสรรพากรประจำอำเภอมีตำแหน่งสมุหบัญชีโท มีหน้าที่รับผิดชอบในเงินภาษีอากรตลอดจนตรวจนับเงินสดและเช็คที่มีผู้นำมาชำระค่าภาษีอากรทุกวัน หากจำเลยไม่ปล่อยปละละเลยและควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาโดยใกล้ชิด และถ้าไม่ปลีกตัวออกจากการเป็นกรรมการถือกุญแจเก็บรักษาเงินผลประโยชน์ตามระเบียบของกรมสรรพากร จำเลยอื่นก็จะไม่มีโอกาสยักยอกเอาเงินภาษีอากรของโจทก์ไปได้ ดังนี้ จำเลยต้องร่วมรับผิดกับจำเลยอื่นชดใช้เงินให้แก่โจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.47 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.51 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.163 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.169 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.424 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.448

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลพิจารณาพิพากษารวมกัน สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า นายประพิทย์ นายสำลี นายไมตรี และนายเทียนชัยจำเลย ซึ่งเป็นข้าราชการประจำแผนกสรรพากรอำเภอบางรักกับนายดรุณจำเลยซึ่งแสดงตนกระทำการในหน้าที่เจ้าพนักงานแทนจำเลยอื่น ได้กระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน กฎหมายอาญา และระเบียบปฏิบัติราชการด้วยความจงใจและประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย โดยยักยอกเอาเงินค่าภาษีการค้าของโจทก์ไปรวมทั้งสิ้น ๘๐๓,๐๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยร่วมกันใช้เงินจำนวนนี้พร้อมดอกเบี้ย นายประพิทย์ นายสำลี นายไมตรี นายดรุณจำเลยต่อสู้ปฏิเสธความรับผิดและว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ นายเทียนชัยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณานายสำลีจำเลยขาดนัดพิจารณา สำนวนหลังโจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำการทุจริตด้วยวิธีการทำนองเดียวกับสำนวนแรก นายไมตรีกับนายดรุณทุจริตยักยอกเงินไป๑๖๓,๗๘๐ บาท นายเทียนชัยยักยอกไป ๔,๐๐๐ บาท นายบุญลักษณ์ยักยอกไป๒๙,๘๐๐ บาท ทั้งนี้ โดยนายประพิทย์ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการในแผนกสรรพากรได้ปฏิบัติราชการด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ขอให้บังคับนายไมตรี นายดรุณร่วมกันใช้เงิน ๑๖๓,๗๘๐ บาท นายเทียนชัยใช้เงิน ๔,๐๐๐ บาท นายบุญลักษณ์ใช้เงิน ๒๙,๘๐๐ บาท นายประพิทย์ร่วมกับจำเลยอื่นชดใช้เงิน ๑๙๗,๕๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย นายไมตรี นายดรุณ นายประพิทย์จำเลยต่อสู้ปฏิเสธความรับผิดและว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ นายเทียนชัย และนายบุญลักษณ์จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์สำนวนแรกขาดอายุความแล้ว และหนี้ที่โจทก์ฟ้องเป็นหนี้ร่วม การที่จำเลยอื่นยกอายุความขึ้นต่อสู้ต้องถือเสมือนว่าได้ทำแทนนายเทียนชัยจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การด้วยส่วนสำนวนหลังยังไม่ขาดอายุความและข้อเท็จจริงยังไม่พอฟังว่านายไมตรี นายดรุณ นายเทียนชัย และนายบุญลักษณ์ได้ยักยอกเงินตามฟ้องแต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการประมาทเลินเล่อและฝ่าฝืนระเบียบราชการโดยตรงของนายประพิทย์จำเลย จำเลยต้องรับผิด พิพากษายกฟ้องสำนวนแรก คงให้นายประพิทย์จำเลยในสำนวนหลังใช้เงิน ๑๙๗,๕๘๐บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง โจทก์และนายประพิทย์จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และนายประพิทย์จำเลยฎีกาต่อมา ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ระหว่างเกิดเหตุนายประพิทย์รับราชการเป็นสมุหบัญชีอำเภอโท นายไมตรี และนายสำลีเป็นสมุหบัญชีจัตวา นายเทียนชัย และนายบุญลักษณ์เป็นเสมียนอำเภอบางรัก จังหวัดพระนคร นายดรุณเดิมเป็นลูกจ้างแผนกสรรพากร อำเภอบางรัก แต่ขณะเกิดเหตุได้ออกจากราชการแล้ว เมื่อปลายปี ๒๕๐๐ หรือต้นปี ๒๕๐๑ ปรากฏว่าเงินภาษีการค้าของแผนกสรรพากรอำเภอบางรักขาดหายไปรวม ๑ ล้านบาทโดยมีการปลอม ภ.ค.๔ ให้มีจำนวนเงินน้อยกว่าเงินภาษีที่ผู้ประกอบการค้าได้เสียจริง และใบรับเงินที่อำเภอออกให้แก่ผู้ประกอบการค้ามีการปลอมโดยเติมตัวเลขเพื่อให้ตรงกับจำนวนเงินที่ผู้เสียภาษีเสียจริงสรรพากรจังหวัดเป็นผู้ตรวจสอบการทุจริตร่วมกับพนักงานสอบสวน และทำการจับกุมผู้อยู่ในข่ายว่าจะร่วมกันทุจริตไว้ คือ นายประพิทย์นายสำลี นายไมตรี นายดรุณ กับพวก จำนวนเงินที่ทุจริตยังไม่ยุติ แต่เท่าที่ปรากฏหลักฐานแล้วเป็นเงิน ๘๐๓,๐๐๐ บาท ซึ่งโจทก์ฟ้องในสำนวนแรก และต่อมาตรวจพบการทุจริตอีก ๑๙๗,๕๘๐ บาทในสำนวนหลัง การทุจริตเงินจำนวน ๘๐๓,๐๐๐ บาทนั้น หลังจากโจทก์ฟ้องคดีแพ่งแล้ว อัยการได้ฟ้องนายไมตรีและนายดรุณเป็นคดีอาญา แต่ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว มีปัญหาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีสำนวนแรกปรากฏว่ากรมสรรพากรได้ให้ผู้แทนกองภาษีการค้ากับพวกเป็นกรรมการร่วมกับสรรพากรจังหวัดทำการสืบสวนพฤติการณ์เรื่องนี้เป็นการด่วนแต่วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๐๑จึงฟังได้ว่า อธิบดีกรมสรรพากรได้รู้ถึงการละเมิดแต่วันดังกล่าว และวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๐๑ กรมสรรพากรได้รับบันทึกของสรรพากรจังหวัดพระนครส่งสำเนารายงานสรรพากรจังหวัดซึ่งเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดไปให้อธิบดีกรมสรรพากรทราบเรื่องการทุจริตในคดีนี้และเรื่องการจับกุมผู้อยู่ในข่ายสงสัยว่าจะสมคบกันทุจริต คือ นายประพิทย์นายสำลี นายไมตรี กับพวก และวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๑ กรมสรรพากรได้รับสำเนารายงานของผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครว่า นายดรุณก็ได้ถูกจับกุมในฐานะร่วมทุจริตด้วย ต่อมาบุคคลเหล่านี้ก็ได้ถูกผู้ว่าคดีฟ้องกล่าวโทษเป็นคดีอาญาขึ้นจึงฟังได้ว่า อธิบดีกรมสรรพากรได้รู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วแต่วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๐๑ และ ๒๐กุมภาพันธ์ ๒๕๐๑ ตามลำดับ สำหรับนายประพิทย์และนายสำลีพนักงานอัยการไม่ได้ฟ้องเป็นคดีอาญา จึงต้องใช้อายุความ ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคแรก สำหรับนายไมตรีและนายดรุณซึ่งพนักงานอัยการฟ้องเป็นคดีอาญาหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว แต่ศาลยกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงหาเป็นการเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดอาญาไม่ จึงต้องใช้อายุความ ๑ ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ วรรคแรกเช่นเดียวกัน โจทก์ฟ้องคดีสำนวนแรกนี้เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์๒๕๐๒ เกินกว่า ๑ ปี นับแต่วันที่อธิบดีกรมสรรพากรรู้ตัวนายประพิทย์นายสำลี และนายไมตรี ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีสำหรับจำเลยทั้งสามนี้จึงขาดอายุความ สำหรับนายดรุณ อธิบดีกรมสรรพากรเพิ่งรู้ตัวว่าถูกจับกุมในฐานะร่วมทุจริตด้วยเมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์๒๕๐๑ ยังไม่เกิน ๑ ปี คดีเฉพาะตัวนายดรุณจึงยังไม่ขาดอายุความ คดีสำนวนหลังสืบเนื่องมาจากอธิบดีกรมสรรพากรทราบการทุจริตในคดีสำนวนแรกแล้ว จึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวน วันที่ ๒๖ กันยายน๒๕๐๓ คณะกรรมการได้เสนอรายงานการสอบสวนให้อธิบดีกรมสรรพากรทราบรายละเอียดการทุจริตของคดีสำนวนแรกและได้รายงานด้วยว่ายังได้พบการทุจริตอีก ๖ ราย คือการทุจริตในสำนวนหลัง แต่กรรมการมีความเห็นไม่ลงรอยกันในตัวผู้ต้องรับผิดอธิบดีกรมสรรพากรจึงสั่งให้รองอธิบดีกรมสรรพากรพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง รองอธิบดีฯ ๒ นายพิจารณาแล้ว เสนอความเห็นว่าควรให้กองวิทยาการ กรมตำรวจพิสูจน์ลายมือให้แน่นอนก่อนอธิบดีกรมสรรพากรสั่งให้นำเรื่องเข้าประชุมปรึกษา กรรมการในที่ประชุมบ้างเห็นว่าคนนั้นผิด คนนี้ไม่ผิด อธิบดีกรมสรรพากรจึงตั้งกรรมการพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง คณะกรรมการพิจารณาแล้วเสนอรายงานลงวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๐๕ ถือได้ว่าอธิบดีกรมสรรพากรเพิ่งรู้ตัวผู้ต้องรับผิด โจทก์ฟ้องคดีสำนวนหลังเมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๐๖ยังไม่เกิน ๑ ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ มีปัญหาต่อไปว่า จำเลยคนใดจะต้องรับผิดเพียงใด คดีสำนวนแรกศาลฎีกาฟังว่า โจทก์นำสืบไม่ได้ว่านายเทียนชัยได้ยักยอกเงินจำนวนใดไปหรือได้ประมาทเลินเล่อประการใด นายเทียนชัยจึงไม่ต้องรับผิด คดีไม่จำต้องวินิจฉัยว่า การที่นายเทียนชัยขาดนัดยื่นคำให้การ ไม่ได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ ศาลจะอ้างอายุความมาเป็นมูลยกฟ้องได้หรือไม่ดังศาลล่างวินิจฉัย สำหรับนายดรุณซึ่งถูกฟ้องคดีอาญาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า คดียังไม่พอจะให้ศาลชี้ขาดว่านายดรุณได้กระทำผิดตามฟ้อง ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว ส่วนปัญหาที่ว่านายดรุณได้ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้มีการยักยอกเงินดังกล่าวหรือไม่ ศาลฎีกาฟังว่า นายดรุณเป็นบุคคลภายนอกไม่มีหน้าที่ดูแลรักษาเงิน และมิได้ประมาทเลินเล่อแต่ประการใดนายดรุณจึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้องสำนวนแรก คดีสำนวนหลังศาลฎีกาฟังว่า นายดรุณ และนายไมตรีกับพวกได้ร่วมกันยักยอกเงินภาษีการค้าของโจทก์ไปรวม ๑๖๓,๗๘๐ บาท นายเทียนชัยยักยอกไป ๔,๐๐๐ บาท และนายบุญลักษณ์ยักยอกไป ๒๙,๘๐๐ บาท สำหรับนายประพิทย์เป็นหัวหน้าส่วนราชการแผนกสรรพากรอำเภอบางรักมีตำแหน่งเป็นสมุหบัญชีโทมีหน้าที่รับผิดชอบในเงินภาษีอากรนี้โดยตรงและมีหน้าที่ตรวจนับเงินสดและเช็คที่มีผู้นำมาชำระค่าภาษีอากรทุกวันหากนายประพิทย์ไม่ปล่อยปละละเลยและควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาโดยใกล้ชิด และถ้าไม่ปลีกตัวออกจากการเป็นกรรมการถือกุญแจเก็บรักษาเงินผลประโยชน์ ตามระเบียบว่าด้วยการรับจ่ายและเก็บรักษาเงินผลประโยชน์ในหน้าที่ของอำเภอและกิ่งอำเภอฯแล้ว จำเลยอื่นก็จะไม่มีโอกาสยักยอกเอาเงิน ๑๙๗,๕๘๐ บาทไปได้นายประพิทย์จึงต้องร่วมชดใช้กับจำเลยอื่นด้วย พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า ให้นายไมตรี และนายดรุณร่วมกันใช้เงิน ๑๖๓,๗๘๐ บาท นายเทียนชัยใช้เงิน ๔,๐๐๐ บาทนายบุญลักษณ์ใช้เงิน ๒๙,๘๐๐ บาท และนายประพิทย์ร่วมกับจำเลยอื่นชดใช้เงิน ๑๙๗,๕๘๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 438 - 439/2512 กระทรวงการคลัง (โดยนายโชติ คุณะเกษม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) นายประพิทย์ จันพิศาล ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน จำเลย กระทรวงการคลัง (โดยนายโชติ คุณะเกษม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) นายไมตรี ศรีรัตนะ ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) - กระทรวงการคลัง (โดยนายโชติ คุณะเกษม · จำเลย - นายประพิทย์ จันพิศาล ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน · รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) - กระทรวงการคลัง (โดยนายโชติ คุณะเกษม · จำเลย - นายไมตรี ศรีรัตนะ ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วงษ์ วีระพงศ์ · สุธี โรจนธรรม · วิริยะ เกิดศิริ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายถนอม ครูไพศาล · ศาลอุทธรณ์ - นายใหญ่ ศาลยาชีวิน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4161/2532ฎีกา 1730/2520ฎีกา 2580/2544ฎีกา 79/2486ฎีกา 4300/2543ฎีกา 4976/2536ฎีกา 5268/2538ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 1073/2473ฎีกา 22/2511ฎีกา 5095/2556ฎีกา 4513/2533ฎีกา 6560/2555ฎีกา 3651/2526ฎีกา 4015/2528ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1000/2505ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา