⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8923/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8923/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การประเมินภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71 (1) เป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานประเมิน และการคิดเงินเพิ่มเมื่อไม่เสียภาษีภายในกำหนดเวลา เป็นการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลรัษฎากรและรัฐธรรมนูญ

ย่อคำพิพากษา

การใช้อำนาจประเมินภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71 (1) กฎหมายบัญญัติให้เป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานประเมิน ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติในมาตรา 71 วรรคสอง ว่า ในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีตามมาตรา 71 เจ้าพนักงานประเมินจะใช้ดุลพินิจประเมินให้เสียภาษีตามบทบัญญัติในมาตราอื่นก็ได้ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยใช้อำนาจตามมาตรา 71 (1) ประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จึงเป็นการปฏิบัติไปตามมาตรา 71 (1) การกระทำของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 วรรคหนึ่งระบุว่า บุคคลใดไม่เสียหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้เกี่ยวกับภาษีอากรประเมินให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ และในวรรคสามบัญญัติว่า การคำนวณเงินเพิ่มให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการหรือนำส่งภาษีจนถึงวันชำระหรือนำส่งภาษี ส่วนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 69 บัญญัติว่า บุคคลมีหน้าที่เสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานของจำเลยคิดเงินเพิ่มจากโจทก์นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการ จึงเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามประมวลรัษฎากรและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลรัษฎากร ม.27 ประมวลรัษฎากร ม.71 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม.69 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม.69

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการประเมินภาษีตามหนังสือแจ้งการประเมินที่ ๙๙๒๐๐๑๐/๒/๑๐๐๑๙๐ ลงวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๔๐ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ ตง. /๒/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ จำเลยให้การว่า โจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลของรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๓๕ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๕ เจ้าพนักงานของจำเลยจึงออกหมายเรียก ต่อมาระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม ๒๕๔๐ โจทก์ถึงได้นำส่งเอกสารดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานของจำเลย การที่โจทก์ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา ๖๙ เจ้าพนักงานของจำเลยจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา ๗๑ (๑) และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. ๕/๒๕๒๗ ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ ๕ จากยอดรายรับของโจทก์ ทำให้โจทก์มีหน้าที่เสียภาษีจำนวน ๓๗๔,๖๙๓.๒๐ บาท เงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๐ จำนวน ๒๘๖,๖๔๐.๓๐ บาท การประเมินของเจ้าพนักงานของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย สำหรับการเรียกเก็บเงินเพิ่มนั้น ตามมาตรา ๒๗ วรรคสาม กำหนดให้การคำนวณเงินเพิ่มให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการหรือนำส่งภาษีจนถึงวันชำระหรือนำส่งภาษี ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานของจำเลยคำนวณเงินเพิ่มตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว จึงเป็นการคำนวณเงินเพิ่มโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๓,๐๐๐ บาท โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรพิจารณาแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่า เจ้าพนักงานประเมินใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๑ (๑) ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๕ แก่โจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ส่งมอบบัญชีและเอกสารให้เจ้าพนักงานของจำเลยทำการตรวจสอบแล้วและโจทก์มีผลประกอบการขาดทุนสุทธิ เจ้าพนักงานของจำเลยไม่ควรประเมินภาษีโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๑ (๑) การประเมินภาษีตามมาตรา ๗๑ (๑) ต้องเป็นกรณีที่มีภาษีที่จะต้องเสียจึงจะเลือกประเมินตามวิธีที่มากกว่าได้ เมื่อโจทก์มีผลประกอบการขาดทุนสุทธิจึงไม่มีภาษีต้องเสียนั้น เห็นว่า การใช้อำนาจประเมินภาษีตามมาตรา ๗๑ (๑) กฎหมายบัญญัติให้เป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานประเมิน ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติในมาตรา ๗๑ วรรคสอง ว่า ในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีตามมาตรา ๗๑ เจ้าพนักงานประเมินจะใช้ดุลพินิจประเมินให้เสียภาษีตามบทบัญญัติในมาตราอื่นก็ได้ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยใช้อำนาจตามมาตรา ๗๑ (๑) ประเมินภาษีในอัตราร้อยละ ๕ ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จึงเป็นการปฏิบัติไปตามมาตรา ๗๑ (๑) การกระทำของจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับการคิดเงินเพิ่มซึ่งโจทก์อุทธรณ์ว่า หนี้จากการประเมินภาษีในอัตราร้อยละ ๕ ของจำนวนเงิน ๓๗๔,๖๙๓.๒๐ บาท เกิดขึ้นเมื่อมีการประเมินตามมาตรา ๗๑ (๑) ตราบใดที่ยังไม่มีการประเมิน หนี้จำนวนดังกล่าวก็ยังไม่เกิด จึงคิดเงินเพิ่มตั้งแต่วันครบกำหนดยื่นรายการไม่ได้ การนำมาตรา ๒๗ วรรคสาม มาบังคับแก่โจทก์จึงเป็นการใช้กฎหมายที่เป็นโทษแก่ผู้เสียภาษีอันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๖๙ นั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง ระบุว่าบุคคลใดไม่เสียหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในหมวดต่าง ๆ แห่งลักษณะนี้เกี่ยวกับภาษีอากรประเมินให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ และในวรรคสามบัญญัติว่า การคำนวณเงินเพิ่มให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการหรือนำส่งภาษีจนถึงวันชำระหรือนำส่งภาษี ส่วนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๖๙ บัญญัติว่า บุคคลมีหน้าที่เสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ ตามบทบัญญัติของมาตรา ๒๗ วรรคสาม ดังกล่าวระบุให้คำนวณเงินเพิ่มโดยเริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการ การที่เจ้าพนักงานของจำเลยคิดเงินเพิ่มจากโจทก์นับแต่วันพ้นกำหนดเวลาการยื่นรายการจึงเป็นการปฏิบัติถูกต้องตามประมวลรัษฎากรและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๖๙ แล้ว ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้ว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8923/2544 ห้างหุ้นส่วนจำกัดเชวงเสียงไทย โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัดเชวงเสียงไทย · จำเลย - กรมสรรพากร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิชา มั่นสกุล · สมศักดิ์ วงศ์ยืน · โนรี จันทร์ทร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลภาษีอากรกลาง - นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4553/2544ฎีกา 5528/2534ฎีกา 2638/2530ฎีกา 4275/2560ฎีกา 2131/2537ฎีกา 4708/2542ฎีกา 8327/2544ฎีกา 310/2525ฎีกา 7035/2540ฎีกา 1808/2542ฎีกา 3595/2534ฎีกา 3755/2526ฎีกา 3301/2534ฎีกา 7807/2540ฎีกา 1283/2526ฎีกา 3701/2524ฎีกา 1692/2534ฎีกา 2091/2522ฎีกา 9302/2547ฎีกา 4275/2543ฎีกา 150/2504ฎีกา 3462/2538ฎีกา 2353/2531ฎีกา 5204/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา