⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2353/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2353/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อผู้เสียภาษีไม่ยอมส่งบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีโดยอาศัยหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์มีบัญชีทั้งหมด 3 เล่ม คือ บัญชีเงินสด บัญชีแยกประเภทและบัญชีรายรับทั่วไป เมื่อเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกให้โจทก์นำบัญชีตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไปเพื่อตรวจสอบ โจทก์คงส่งแต่เพียงบัญชีเงินสด เอกสารใบสำคัญคู่จ่าย สัญญารับเหมาก่อสร้าง สำเนาแบบเสียภาษีการค้าและสำเนาใบเสร็จรับเงิน โดยไม่ยอมส่งบัญชีพร้อมทั้งหลักฐานและเอกสารประกอบการลงบัญชีอย่างอื่นให้เจ้าพนักงานประเมินทำการตรวจสอบไต่สวนซึ่งไม่เพียงพอแก่การตรวจสอบ เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายตามมาตรา 71 (1) แห่งประมวลรัษฎากรได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลรัษฎากร ม.71

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าเจ้าพนักงานประเมินของจำเลย แจ้งและประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีการค้า เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีบำรุงเทศบาลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่เดือนมกราคม -ธันวาคม ๒๕๒๒ จากโจทก์ โดยแจ้งให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ ๕ ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ซึ่งเมื่อหักภาษีที่โจทก์ชำระแล้ว โจทก์ต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มอีก ๔,๘๙๐,๕๗๘.๓๓ บาท โดยอ้างว่าโจทก์มิได้นำบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีให้เจ้าพนักงานประเมินทำการไต่สวน และได้ประเมินเรียกเก็บภาษีการค้าเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีบำรุงเทศบาลจากรายรับต่าง ๆ ของโจทก์ซึ่งเมื่อหักภาษีที่โจทก์ชำระแล้ว แจ้งให้โจทก์เสียภาษีการค้าเพิ่มเบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีบำรุงเทศบาลอีก ๖๖๕,๘๑๓.๒๖ บาท โดยอ้างว่าโจทก์เสียไว้ไม่ถูกต้อง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยแล้วคงให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี ๒๕๒๒ เป็นเงิน ๔,๘๘๖,๖๗๘.๓๒ บาทและให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับภาษีการค้าซึ่งการประเมินและคำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเอกสารประกอบการลงบัญชีที่โจทก์ส่งมอบแก่จำเลยเพียงพอที่เจ้าพนักงานประเมินจะตรวจสอบได้ และโจทก์ได้เสียภาษีการค้าไว้ถูกต้องและครบถ้วนแล้ว ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าว จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่ไปพบเจ้าพนักงานตามหมายเรียกทั้งจงใจไม่ส่งบัญชีและเอกสารซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการตรวจสอบภาษีของโจทก์เจ้าพนักงานไม่อาจตรวจสอบภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี ๒๕๒๒ ของโจทก์ได้ จึงประเมินภาษีอากรตามมาตรา ๗๑ (๑)แห่งประมวลรัษฎากร และคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ วินิจฉัยให้เรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเงิน ๔,๘๘๖,๖๗๘.๓๒ บาท โจทก์ยื่นรายรับสำหรับภาษีการค้าขาดไป เจ้าพนักงานจึงประเมินให้โจทก์เสียภาษีการค้าเบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีบำรุงเทศบาลเป็นเงิน๖๖๕,๘๑๓.๒๖ บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามฟ้อง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าได้ความจาก อ. ซึ่งเป็นพนักงานบัญชีของโจทก์ในขณะนั้นว่าบริษัทโจทก์มีบัญชีทั้งหมด ๓ เล่มคือบัญชีเงินสด บัญชีแยกประเภทและบัญชีรายรับทั่วไป แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยหมายเรียกให้โจทก์นำบัญชีตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีพร้อมทั้งหลักฐานและเอกสารประกอบการลงบัญชีสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๒๒ ไปให้ตรวจสอบ อ. ยอมรับว่าโจทก์ไม่สามารถส่งเอกสารให้ตรวจสอบได้ อ้างว่าตู้เอกสารของโจทก์ถูกศาลสั่งยึดไว้ ส่วนบัญชีเงินสดปี ๒๕๒๒ โจทก์ว่าได้จัดทำรวมเล่มไว้กับบัญชีปี ๒๕๒๑ แล้ว ต่อมามีการเตือนให้นำเอกสารตามที่จำเลยต้องการไปส่งอีก อ. ก็คงนำแต่เอกสารใบสำคัญคู่จ่าย สัญญาก่อสร้างที่โจทก์รับเหมาทำสัญญารับเหมาช่วง สำเนาแบบเสียภาษีการค้าปี ๒๕๒๒ และสำเนาใบเสร็จรับเงินไปมอบแก่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีของจำเลย แต่ไม่มีเอกสารตามที่จำเลยต้องการมีการขอเลื่อนการส่งเอกสารหลายครั้งหลายคราวจนจำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินไปยังโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้แน่ชัดว่าโจทก์ไม่ได้นำบัญชีตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีพร้อมทั้งหลักฐานและเอกสารประกอบการลงบัญชีตามที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยต้องการตรวจสอบ แม้โจทก์จะได้นำบัญชีเงินสดของปี ๒๕๒๒ มอบให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยไว้แล้วก็หาเพียงพอแก่การตรวจสอบไม่ เพราะบัญชีที่โจทก์จัดทำนอกจากบัญชีเงินสด ตลอดจนเอกสารประกอบการลงบัญชีของโจทก์ โจทก์ก็ไม่ได้จัดการส่งให้แก่จำเลยให้เพียงพอแก่การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ดังจำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์อ้างว่าโจทก์ส่งเพียงบัญชีเงินสดให้จำเลยตรวจสอบย่อมเพียงพอแล้วจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และเห็นว่าการที่โจทก์ไม่นำเอกสารหรือหลักฐานอื่นมาให้เจ้าพนักงานของจำเลยทำการตรวจสอบไต่สวนเช่นนี้เจ้าพนักงานของจำเลยย่อมมีอำนาจประเมินภาษีเงินได้บุคคลของโจทก์ในอัตราร้อยละ ๕ ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายตามมาตรา ๗๑ (๑) แห่งประมวลรัษฎากรได้ การแจ้งการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2353/2531 บริษัทปัญญามิตร จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทปัญญามิตร จำกัด · จำเลย - กรมสรรพากร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · สมศักดิ์ จูสวัสดิ์ · ประวิทย์ ขัมภรัตน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายอุดม เฟื่องฟุ้ง · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญส่ง วรรณกลาง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5528/2534ฎีกา 2638/2530ฎีกา 8923/2544ฎีกา 4275/2560ฎีกา 2131/2537ฎีกา 8327/2544ฎีกา 310/2525ฎีกา 1808/2542ฎีกา 3595/2534ฎีกา 7807/2540ฎีกา 1283/2526ฎีกา 3701/2524ฎีกา 1692/2534ฎีกา 9302/2547ฎีกา 3462/2538ฎีกา 5204/2538ฎีกา 2781/2524ฎีกา 4551/2540ฎีกา 134/2524ฎีกา 5551/2541ฎีกา 4660/2533ฎีกา 1446/2530ฎีกา 2737/2532ฎีกา 3452/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา