⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2592-2593/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2592-2593/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การฟ้องคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 (1) และ (3) จะสมบูรณ์ได้ แม้จะไม่ได้บรรยายถึงเจตนาทุจริตตามมาตรา 4 (5) ก็ตาม * ตัวแทนไม่สามารถอ้างบทกฎหมายที่ตนเองฝ่าฝืนเพื่อไม่ต้องรับผิดคืนเงินที่ได้รับไว้แทนตัวการได้

ย่อคำพิพากษา

คำบรรยายฟ้องของโจทก์ตามเช็คพิพาทฉบับที่ 2 และที่ 3 เป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) และ (3) ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดแล้ว แม้คำฟ้องโจทก์เกี่ยวกับเช็คพิพาทฉบับที่ 2 และที่ 3 จะมิได้บรรยายว่า จำเลยห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริตตามมาตรา 4 (5) ด้วยก็ตาม ก็หาทำให้ฟ้องของโจทก์ซึ่งบรรยายครบองค์ประกอบความผิด ตามมาตรา 4 (1) และ (3) แล้ว ต้องขาดองค์ประกอบความผิดไปแต่อย่างใดไม่ แม้โจทก์ร่วมจะไม่ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยรับเบี้ยประกันภัยจากลูกค้าในนามบริษัทโจทก์ร่วมตามแบบที่นายทะเบียนกำหนดไว้ตาม พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 มาตรา 66 อันมีผลให้การกระทำของโจทก์ร่วมและจำเลยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะดำเนินการแก่โจทก์ร่วมและจำเลย แต่ในระหว่างตัวแทนกับตัวการด้วยกัน ตัวแทนจะอ้างบทกฎหมายดังกล่าวเพื่อไม่ต้องรับผิดคืนเบี้ยประกันภัยที่ได้รับไว้จากลูกค้าของโจทก์ร่วมหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 ม.66 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และนับโทษจำเลยในคดีทั้งสองสำนวนนี้ต่อกัน จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา บริษัทซีจียู ประกันภัย (ไทย) จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูกมาตรา 4 (1) (3) (5) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 6 กระทง จำคุก 36 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 บัญญัติถึงการกระทำที่เป็นความผิดไว้รวม 5 อนุมาตราด้วยกันการสั่งจ่ายเช็คหรือการออกเช็คที่เข้าลักษณะในแต่ละอนุมาตราเป็นความผิดด้วยกันทั้งสิ้น ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับเช็คพิพาทฉบับที่ 2 ถึงที่ 4 และที่ 6 สรุปได้ว่า จำเลยออกเช็คพิพาทดังกล่าวมอบให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อชำระหนี้เงินที่จำเลยในฐานะตัวแทนของโจทก์ร่วมรับมาจากผู้เอาประกันภัยของโจทก์ร่วม แต่จำเลยยังไม่ได้ส่งมอบเงินให้แก่โจทก์ร่วม ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คพิพาทดังกล่าวถึงกำหนด โจทก์ร่วมนำไปเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่ามีคำสั่งให้ระงับการจ่าย ทั้งนี้ จำเลยออกเช็คพิพาทฉบับที่ 2 และที่ 3 โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น หรือให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น จำเลยออกเช็คพิพาท ฉบับที่ 4 โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น หรือห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต และจำเลยออกเช็คพิพาทฉบับที่ 6 โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น หรือให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น หรือห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต เห็นได้ว่าคำบรรยายฟ้องของโจทก์ดังกล่าวตามเช็คพิพาทฉบับที่ 2 และที่ 3 เป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 4 (1) และ (3) ส่วนเช็คพิพาทฉบับที่ 4 กล่าวอ้างว่า จำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 4 (1) และ (5) และเช็คพิพาทฉบับที่ 6 กล่าวอ้างว่า จำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 4 (1) (3) และ (5) ดังนี้ ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ครบองค์ประกอบความผิดแล้ว แม้คำฟ้องโจทก์เกี่ยวกับเช็คพิพาทฉบับที่ 2 และที่ 3 จะมิได้บรรยายว่า จำเลยห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริตตามมาตรา 4 (5) ด้วยก็ตาม ก็หาทำให้ฟ้องของโจทก์ซึ่งบรรยายครบองค์ประกอบความผิด ตามมาตรา 4 (1) และ (3) แล้ว ต้องขาดองค์ประกอบความผิดไปแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2592 - 2593/2550 พนักงานอัยการจังหวัดแพร่ โจทก์ บริษัทซีจียู ประกันภัย (ไทย) จำกัด โจทก์ร่วม นายครรชิต คำลือ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดแพร่ · โจทก์ร่วม - บริษัทซีจียู ประกันภัย (ไทย) จำกัด · จำเลย - นายครรชิต คำลือ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สิทธิชัย รุ่งตระกูล · ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์ · ธนัท วิรบุตร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดแพร่ - นายวิทยา เอี่ยมกล่ำ · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6435/2555ฎีกา 7570/2541ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 1146/2526ฎีกา 199/2537ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 884/2484ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 3864/2546ฎีกา 755/2547ฎีกา 514/2486ฎีกา 2747/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา