⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 386/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 386/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
อายุความความรับผิดของผู้รับประกันภัยค้ำจุนความรับผิดของนายจ้างและลูกจ้างที่กระทำละเมิดนั้น แยกต่างหากจากอายุความของผู้กระทำละเมิดและนายจ้าง

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้กระทำละเมิด จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างกระทำละเมิดในทางการที่จ้าง และให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนความรับผิดชดใช้ค่าเสียหายของจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับจำเลยที่ 3 จึงแตกต่างกัน สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 3 มีอายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัยตามมาตรา 882 วรรคหนึ่ง เมื่ออายุความฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับจำเลยที่ 3 สามารถแยกออกจากกันได้ตามมาตรา 295 ที่กำหนดให้อายุความเป็นคุณหรือเป็นโทษเฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น จำเลยที่ 3 จึงไม่อาจยกอายุความตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง ขึ้นต่อสู้ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.295 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.448 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.882

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลมีนายสุนทร ตันถาวร เป็นผู้ว่าการผู้มีอำนาจทำการแทน จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์บรรทุก 10 ล้อ จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าว เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว ด้วยความประมาทเลินเล่อ ชนเสาไฟฟ้าแรงสูงพร้อมอุปกรณ์ไฟฟ้าของโจทก์ได้รับความเสียหาย 80,645 บาท จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 80,645 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 3 ให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี นับแต่วันเกิดเหตุละเมิด ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 80,645 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคล มีนายสุนทร ตันถาวร เป็นผู้ว่าการ มีอำนาจกระทำการแทนและได้มอบอำนาจให้นายบุญส่ง ต๊ะสาร ดำเนินคดีนี้แทน เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อ ทะเบียน 82-9099 นครปฐม ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ด้วยความประมาทโดยใช้ความเร็วสูงเป็นเหตุให้รถเสียหลักชนเสาไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าของโจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดและเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ในขณะเกิดเหตุ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการแรกว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้กระทำละเมิด จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างกระทำละเมิดในทางการที่จ้างและให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน กรณีการรับผิดชดใช้ค่าเสียหายของจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับจำเลยที่ 3 จึงแตกต่างกัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องรับผิดในฐานะผู้กระทำละเมิดและในฐานะนายจ้างของผู้กระทำละเมิด ซึ่งมีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดตามสัญญาประกันวินาศภัยมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันวินาศภัยตามมาตรา 882 วรรคหนึ่ง ซึ่งอายุความฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับจำเลยที่ 3 สามารถแยกออกจากกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 295 ที่กำหนดอายุความเป็นคุณหรือเป็นโทษเฉพาะแก่ลูกหนี้คนนั้น ฉะนั้นการฟ้องร้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะผู้ทำละเมิดและจำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างของผู้ทำละเมิดจึงขาดอายุความ 1 ปี ย่อมเป็นคุณเฉพาะแต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เกี่ยวข้องกับการฟ้องร้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดตามสัญญาประกันวินาศภัยซึ่งมีอายุความ 2 ปี จำเลยที่ 3 จึงไม่อาจยกอายุความตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง ขึ้นต่อสู้ได้ เมื่อความรับผิดตามสัญญาประกันวินาศภัยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2539 โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2541 จึงยังขาดอายุความ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์จะรู้เรื่องละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อใด" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 386/2550 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โจทก์ นางสาวรุ่งอรุณ ว่องทวีทรัพย์ดี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค · จำเลย - นางสาวรุ่งอรุณ ว่องทวีทรัพย์ดี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชวลิต ตุลยสิงห์ · สมศักดิ์ เนตรมัย · สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 707/2507ฎีกา 4300/2543ฎีกา 5268/2538ฎีกา 681/2506ฎีกา 2908/2530ฎีกา 3089/2537ฎีกา 6304/2540ฎีกา 2685/2536ฎีกา 5095/2556ฎีกา 6560/2555ฎีกา 2225/2536ฎีกา 3021/2536ฎีกา 4258/2541ฎีกา 860/2525ฎีกา 588/2514ฎีกา 1913/2534ฎีกา 2499/2524ฎีกา 7231/2538ฎีกา 3763/2532ฎีกา 2562/2522ฎีกา 2425/2538ฎีกา 10930/2554ฎีกา 4085/2559ฎีกา 142/2535
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา