⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3870/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3870/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอมเพื่อนำคดีไปฟ้องศาล และการเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญา โดยมีเจตนาให้ศาลลงโทษบุคคลอื่น เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยใช้หรืออ้างสัญญาเงินกู้ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมก็เพื่อนำคดีไปฟ้องศาล ต่อมาที่จำเลยเข้าเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาว่าโจทก์สั่งจ่ายเช็คจำนวน 3 ฉบับ เพื่อชำระหนี้เงินกู้ แม้จะเป็นความเท็จแต่จำเลยกระทำโดยมีเจตนาที่จะให้ศาลพิพากษาลงโทษโจทก์ตามฟ้องเป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยในความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.177 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 177, 264, 265, 268 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง, 264 วรรคสอง, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเบิกความเท็จ จำคุก 1 ปี ฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานเบิกความเท็จ จำคุก 6 เดือน ฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์พยานหลักฐานในคดีข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเดิมจำเลยฟ้องโจทก์ต่อศาลแขวงสงขลาว่า โจทก์ทำสัญญาเงินกู้จากจำเลยและออกเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้จำเลยไว้จำนวน 3 ฉบับ แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้ง 3 ฉบับ ขอให้ลงโทษโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ศาลวินิจฉัยว่า สัญญาเงินกู้ที่จำเลยนำมาอ้างว่าโจทก์ทำขึ้นในการกู้เงินไปจากจำเลยและออกเช็คชำระหนี้เงินกู้ให้เป็นเอกสารปลอมและเช็ค 3 ฉบับที่จำเลยนำมาฟ้องให้ศาลลงโทษโจทก์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ เป็นเช็คที่โจทก์ออกให้เพื่อค้ำประกันค่าซื้อที่ดินและค่ารถแทรกเตอร์ จึงพิพากษายกฟ้องจำเลย คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ต่อมาโจทก์จึงมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกคือ จำเลยเป็นผู้ปลอมสัญญาเงินกู้หรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า เมื่อคดีฟังไม่ได้ว่ามีการส่งมอบเงินกู้ตามสัญญา จำเลยไม่ได้มอบเงินให้โจทก์ เชื่อว่าเมื่อจำเลยไม่ได้มอบเงินให้โจทก์วันที่โจทก์ลงชื่อในสัญญาเงินกู้ สัญญาเงินกู้จึงยังไม่ได้กรอกข้อความ การที่จำเลยนำสัญญาเงินกู้ไปกรอกข้อความโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์จึงเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธินั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับข้อวินิจฉัยดังกล่าว เพราะโจทก์ไม่มีพยานมาเบิกความว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมหรือให้ผู้หนึ่งผู้ใดปลอมเอกสารเงินกู้ เมื่อจำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิด ย่อมลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลอมสัญญาเงินกู้ไม่ได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิในความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอม จำเลยฎีกาว่า โจทก์เป็นหนี้จำเลยอยู่จำนวน 7,500,000 บาท และโจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ไว้เกือบครบ ภริยาของโจทก์ยังลงชื่อค้ำประกันสัญญาเงินกู้ไว้ด้วย ทำให้เห็นว่าข้อความในสัญญาเงินกู้พิมพ์ข้อความลงไปโดยโจทก์รู้เห็นยินยอมจึงไม่เป็นเอกสารปลอม เมื่อจำเลยนำไปใช้หรืออ้างไม่เป็นการใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอมนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ปัญหาว่าสัญญาเงินกู้เป็นเอกสารปลอมหรือไม่ ศาลฎีกาต้องฟังข้อเท็จจริง ตามที่ศาลแขวงสงขลาได้วินิจฉัยไว้และคำวินิจฉัยดังกล่าวถึงที่สุดแล้วว่าสัญญาเงินกู้เป็นเอกสารปลอม ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวจะมาโต้แย้งในฎีกาว่าสัญญาเงินกู้ไม่ใช่เอกสารปลอมอีกไม่ได้ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยนำสัญญาเงินกู้อันเป็นเอกสารสิทธิปลอมไปใช้ในการฟ้องโจทก์ขอให้ศาลลงโทษในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ เป็นการนำเอกสารสิทธิปลอมไปใช้หรืออ้างครบถ้วนตามองค์ประกอบของความผิดแล้วที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา จำเลยฎีกาว่าสัญญาเงินกู้ไม่ใช่เอกสารปลอม หนี้ตามสัญญาเงินกู้เป็นหนี้ที่มีอยู่จริง โจทก์ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่จำเลย และไม่ว่าเช็คทั้ง 3 ฉบับจะออกให้เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาเงินกู้หรือชำระหนี้ค่าที่ดินและค่าเครื่องจักรก็ล้วนแต่เป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริง และบังคับได้ตามกฎหมายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยเบิกความในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลแขวงสงขลายืนยันตามฟ้องว่าเช็คทั้ง 3 ฉบับ เป็นเช็คที่โจทก์ออกให้เพื่อชำระหนี้เงินกู้แก่จำเลยมิใช่ชำระหนี้ค่าที่ดินและค่าเครื่องจักร เมื่อสัญญาเงินกู้เป็นเอกสารปลอม คำเบิกความของจำเลยย่อมเป็นความเท็จและเป็นข้อสาระสำคัญในคดี เพราะหากศาลแขวงสงขลาฟังว่าเช็ค 3 ฉบับ โจทก์ออกให้เพื่อชำระหนี้เงินกู้ ศาลแขวงสงขลาอาจพิพากษาลงโทษจำคุกโจทก์ได้ ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาต่อมาว่าการกระทำของจำเลยในความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า ความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอมเกิดขึ้นเนื่องจากจำเลยได้นำเอกสารสิทธิที่ปลอมไปใช้ เป็นความผิดที่เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยจะเบิกความ จึงเป็นความผิดคนละกรรมกับความผิดฐานเบิกความเท็จนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เพราะการที่จำเลยใช้หรืออ้างสัญญาเงินกู้ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมก็เพื่อนำคดีไปฟ้องศาล ต่อมาที่จำเลยเข้าเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาว่าโจทก์สั่งจ่ายเช็คจำนวน 3 ฉบับ เพื่อชำระหนี้เงินกู้ แม้จะเป็นความเท็จแต่จำเลยกระทำโดยมีเจตนาที่จะให้ศาลพิพากษาลงโทษโจทก์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ เป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลต้องลงโทษในความผิดฐานเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เพียงกระทงเดียวฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น..." พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง และมาตรา 265 และไม่เรียงกระทงลงโทษจำเลยการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3870/2550 นายชาลี นพวงศ์ ณ อยุธยา โจทก์ นายเกษม อริยะวุฒิพันธ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายชาลี นพวงศ์ ณ อยุธยา · จำเลย - นายเกษม อริยะวุฒิพันธ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เอกชัย ชินณพงศ์ · กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์ · วิเชียร มงคล
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7217/2544ฎีกา 2918/2522ฎีกา 98/2537ฎีกา 1514/2532ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 3014/2531ฎีกา 730/2516ฎีกา 5305/2539ฎีกา 22/2466ฎีกา 2100/2540ฎีกา 1268/2515ฎีกา 3584/2524ฎีกา 1774/2536ฎีกา 1715/2545ฎีกา 18211/2555ฎีกา 633/2540ฎีกา 1398/2506ฎีกา 3911/2568ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1331/2523ฎีกา 5487/2548ฎีกา 7281/2537ฎีกา 1666/2521ฎีกา 4048/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ