⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6602/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6602/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน ไม่จำเป็นต้องเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วเท่านั้น แต่เพียงแค่มีมูลฐานการกระทำความผิดเกิดขึ้นและมีทรัพย์สินเกี่ยวข้อง ก็ถือเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดได้ ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องกับผู้กระทำความผิดมูลฐาน มีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานว่าทรัพย์สินที่ตนครอบครองเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ส่วนผู้ที่มิได้เกี่ยวข้องกับผู้กระทำความผิดมูลฐาน ต้องแสดงให้เห็นว่าตนเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน

ย่อคำพิพากษา

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 ให้คำจำกัดความคำว่า "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" ไว้แล้ว ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจึงมิได้หมายความว่า ต้องเป็นทรัพย์สินในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาว่าเจ้าของทรัพย์สินเป็นผู้กระทำผิดและถูกลงโทษเท่านั้น เพียงแต่หากปรากฏว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานเกิดขึ้น ไม่ว่าจะจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษหรือไม่ แต่มีทรัพย์สินเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น หรือเป็นทรัพย์สินอื่นที่ได้มาจากกการจำหน่าย จ่าย โอนทรัพย์สินจากการกระทำดังกล่าวหรือเป็นดอกผลของทรัพย์สินจากการกระทำดังกล่าว ก็ถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดแล้ว ทรัพย์สินรายการที่ (1) ถึง (13) และ (17) ถึง (23) เป็นของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานมาก่อนต้องบังคับตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2522 มาตรา 51 วรรคสอง คือ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานนี้ ทรัพย์สินรายการที่ (14) ถึง (16) และ (24) ผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งมิได้เป็นผู้เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานมาก่อน เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสามแปลงโดยรับโอนมาจากผู้คัดค้านที่ 2 และมีอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 5 ชั้น ปลูกอยู่บนที่ดินต้องบังคับตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50 (2) คือ ผู้คัดค้านที่ 3 ต้องแสดงให้เห็นว่า ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้รับโอนที่ดินทั้งสามแปลงโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนและเป็นเจ้าของอาคารดังกล่าว พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน ซึ่งมีทั้งโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน โดยมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินดังกล่าวมิใช่ความรับผิดทางแพ่งตามความหมายของคำว่า "การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง" ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพียงแต่ในการพิจารณาและพิพากษาคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คือให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่านั้น ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าผู้คัดค้านหรือจำเลยในคดีอาญาจะได้กระทำความผิดหรือศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยในคดีอาญาหรือไม่ คดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินซึ่งมีโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในกรณีที่ศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน โดยมิต้องคำนึงว่าทรัพย์สินนั้นผู้เป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินจะได้มาก่อนพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับหรือไม่ เพราะมาตรการดังกล่าวมิใช่โทษทางอาญาจึงมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคสอง บัญญัติให้พนักงานอัยการได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง แต่ก็ถือว่าเป็นคดีแพ่ง การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน โดยไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้นไม่ชอบเพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดและแม้จะให้เป็นพับกันไป ก็เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.167 ประมวลกฎหมายอาญา ม.2 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.3 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.49 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.50 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.51 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.59

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2544 เวลากลางวันเจ้าพนักงานตำรวจตั้งจุดตรวจที่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 27 - 28 ถนนสายพระนครศรีอยุธยา - สุพรรณบุรี ผู้คัดค้านที่ 1 ขับรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า คัมรี หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ก - 0352 พระนครศรีอยุธยา มาถึงจุดตรวจโดยมีผู้คัดค้านที่ 2 และบุคคลอื่นนั่งมาด้วย ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กับพวกมีอาการพิรุธ เจ้าพนักงานตำรวจจึงขอตรวจค้นรถ พบทรัพย์สินและเงินสดจำนวนมากจึงยึดเป็นของกลางและจับกุมผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กับพวกได้ดำเนินคดีฐานร่วมกันฟอกเงิน และได้แจ้งให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการตรวจสอบรายงานและข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมของผู้คัดค้านทั้งสาม ตามที่ได้รับแจ้งจากรองผู้กำกับการ (หัวหน้า) สถานีตำรวจภูธรอำเภอบางซ้าย ว่าทรัพย์สินรวม 24 รายการ มูลค่า 38,229,370.01 บาท ของผู้คัดค้านทั้งสาม เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินดังกล่าวไว้ชั่วคราว และคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาหลักฐานตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วมีมติให้ส่งเรื่องให้ผู้ร้องดำเนินการต่อไป ขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 7 พร้อมดอกผลที่เกิดมีขึ้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49, 51 ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำคัดค้านว่า ทรัพย์สินตามคำร้องเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านทั้งสามซึ่งได้มาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง ระหว่างไต่สวน ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงแก่ความตาย เด็กชายวัชระโดยผู้คัดค้านที่ 2 ผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอเข้าเป็นผู้ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า คัมรี หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ก - 0352 พระนครศรีอยุธยา กับเงินสดจำนวน 5,237,320 บาท สร้อยคอทองคำ 15 เส้น สร้อยข้อมือทองคำ 8 เส้น สร้อยข้อมือทองคำฝังเพชร 3 เส้น กำไลข้อมือทองคำ 5 อัน กรอบพระเลี่ยมทองคำ 5 อัน จี้เรือนประดับด้วยหินสีขาว 1 อัน ทองคำแท่ง 1 แท่ง แหวนทองคำ 5 วง ต่างหูทองคำ 17 อัน โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย 3 เครื่อง โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโมโตโรล่า 1 เครื่อง ที่ดินโฉนดเลขที่ 21890 เลขที่ 202173 เลขที่ 202174 และเลขที่ 202178 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ เงินฝากที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพระราม 4 เลขที่บัญชี 019-2-25357-9 จำนวนเงิน 1,500,000.79 บาท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาคลองเตย เลขที่บัญชี 017-2-81434-4 จำนวนเงิน 1,270,795.04 บาท ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาคลองเตย เลขที่บัญชี 015-3-33095-6 จำนวน 22,835.35 บาท และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสำโรง เลขที่บัญชี 122-5-21089-5 จำนวนเงิน 2,165,498.83 บาท พร้อมด้วยดอกผล รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน ลก 8554 กรุงเทพมหานคร อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น พร้อมสระว่ายน้ำบนที่ดินโฉนดเลขที่ 202078 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ และอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 5 ชั้น บนที่ดินโฉนดเลขที่ 21890 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ ตามบัญชีทรัพย์สินเอกสารหมาย ร.5 ซึ่งให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำสั่งนี้ ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2544 เวลา 10.30 นาฬิกา ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางซ้าย ตั้งจุดตรวจที่บริเวณถนนสายพระนครศรีอยุธยา - สุพรรณบุรี หมู่ที่ 1 ตำบลบางซ้าย อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า คัมรี หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ก - 0352 พระนครศรีอยุธยา แล่นผ่านมาเจ้าพนักงานตำรวจเรียกให้จอดปรากฏว่ามีผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ขับรถและผู้คัดค้านที่ 2 กับพวกอีกหลายคนนั่งมาในรถ เมื่อมีการตรวจค้นรถ พบเงินสดและทองรูปพรรณจำนวนมากบรรจุอยู่ในกระเป๋าเดินทางในกระโปรงท้ายรถ จึงยึดไว้เป็นของกลาง และควบคุมตัวผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กับพวกพร้อมของกลางไปที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอบางซ้ายเพื่อทำการสอบสวน จากนั้นรองผู้กำกับการ (หัวหน้า) สถานีตำรวภูธรอำเภอบางซ้ายทำรายงานการจับกุมผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กับพวก และรายงานการยึดของกลางไปยังเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เลขาธิการคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวรวม 20 รายการ ตามสำเนาเอกสารหมาย ร.1 ซึ่งคณะกรรมการธุรกรรมพิจารณาแล้วเชื่อว่าทรัพย์สินรวม 24 รายการ ตามเอกสารหมาย ร.5 คือ (1) รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า คัมรี หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ก - 0352 พระนครศรีอยุธยา (2) ธนบัตรรัฐบาลไทยชนิดต่างๆ รวม 5,237,320 บาท (3) สร้อยคอทองคำ 15 เส้น (4) สร้อยข้อมือทองคำ 8 เส้น (5) สร้อยข้อมือทองคำฝังเพชร 3 เส้น (6) กำไลทองคำ 5 อัน (7) กรอบเลี่ยมพระเครื่อง 5 อัน (8) จี้ประดับหินสีขาวคล้ายเพชร 1 อัน (9) ทองคำแท่ง 1 แท่ง (10) แหวนทองคำ 5 วง (11) ต่างหูทองคำ 17 อัน (12) โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย 3 เครื่อง (13) โทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโมโตโรล่า 1 เครื่อง (14) ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 21890 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง) จังหวังสมุทรปราการ (15) ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 202173 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ (16) ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 202174 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปรากร (17) เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพระราม 4 เลขที่บัญชี 019-2-25357-9 (18) เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาคลองเตย เลขที่บัญชี 017-2-81434-4 (19) เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาคลองเตย เลขที่บัญชี 015-3-3095-6 (20) รถยนต์กระบะบรรทุกส่วนบุคคลยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน ลก 8554 กรุงเทพมหานคร (21) เงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสำโรง เลขที่บัญชี 122-5-21089-5 (22) ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 202178 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ (23) อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น พร้อมสระว่ายน้ำ บนที่ดินโฉนดเลขที่ 202178 (24) อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 5 ชั้น บนที่ดินโฉนดเลขที่ 21890 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดอันเป็นการกระทำความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงส่งเรื่องให้ผู้ร้องยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามในประการแรกว่า ผู้ร้องมีภาระการพิสูจน์ว่า ผู้คัดค้านทั้งสามเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายยาเสพติดและทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานหรือไม่ โดยผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาว่า ผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานใดที่แสดงให้เห็นว่า ทรัพย์สินตามคำร้องได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือจากการสนับสนุน หรือช่วยเหลือการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อันจะเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานและพยานผู้ร้องมีแต่เพียงความเห็นเท่านั้น มิได้อ้างคำพิพากษาของศาลที่ผู้คัดค้านที่ 1 เคยถูกฟ้องในข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษและผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ไม่เคยมีพฤติการณ์เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ นั้นเห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรา 49 อาจยื่นคำร้องก่อนศาลมีคำสั่งตามมาตรา 51 โดยแสดงให้ศาลเห็นว่า (1) ตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือ (2) ตนเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือได้มาโดยสุจริต และตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางกุศลสาธารณะ" มาตรา 51 บัญญัติว่า "เมื่อศาลทำการไต่สวนคำร้องของพนักงานอัยการตามมาตรา 49 แล้ว หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินเกี่ยวกับการกระทำความผิด และคำร้องของผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้รับโอนทรัพย์สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง ฟังไม่ขึ้น ให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ หากผู้อ้างว่าเป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง เป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต แล้วแต่กรณี" ซึ่งหมายความว่า ผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินสามารถแยกออกได้เป็น 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 50 เป็นผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่เคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน จะต้องแสดงให้ศาลเห็นรวม 2 ประการ คือ ประการที่หนึ่ง ต้องแสดงว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงและประการที่สอง ต้องแสดงว่าทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือตนเป็นผู้รับโอนโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือได้มาโดยสุจริตและตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางกุศลสาธารณะ และกรณีที่ 2 ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 51 เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อน กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือได้รับโอนมาโดยไม่สุจริต ทั้งมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวให้คำจำกัดความ "ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด" หมายความว่า "(1) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหรือการสนับสนุนหรือช่วยเหลือการกระทำซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน (2) เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนด้วยประการใดๆ ซึ่งเงินหรือทรัพย์สินตาม (1) หรือ (3) ดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินตาม (1) หรือ (2) ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดจึงมิได้หมายความว่าต้องเป็นทรัพย์สินในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาว่าเจ้าของทรัพย์สินเป็นผู้กระทำความผิดและถูกลงโทษเท่านั้นไม่ เพียงแต่หากปรากฏว่า มีการกระทำความผิดมูลฐานเกิดขึ้น ไม่ว่าจะจับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษหรือไม่ แต่มีทรัพย์สินเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น หรือเป็นทรัพย์สินอื่นที่ได้มาจากการจำหน่าย จ่าย โอนทรัพย์สินจากการกระทำดังกล่าว หรือเป็นดอกผลของทรัพย์จากการกระทำดังกล่าว ก็ถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดแล้ว กรณีจึงต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าผู้คัดค้านกระทำการดังกล่าว หรือเป็นดอกผลของทรัพย์สินจากการกระทำดังกล่าวก็ถือได้ว่าผู้คัดค้านทั้งสามเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงินมาก่อนหรือไม่ และทรัพย์สินตามบัญชีในสำเนาเอกสารหมาย ร.5 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดหรือไม่ ในส่วนของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นั้น ผู้ร้องมีจ่าสิบตำรวจเชษฐวิทย์ ผู้บังคับหมู่สถานนีตำรวจนครบาลท่าเรือเป็นพยานเบิกความว่า พยานสืบทราบว่าผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในลักษณะขายส่งครั้งละ 50 มัด ถึง 60 มัด ให้แก่ลูกค้า และใช้เวลาขายครั้งละประมาณ 1 ชั่วโมง พยานเคยเข้าไปตรวจค้นบ้านผู้คัดค้านที่ 1 ครั้งแรกพบเงินสด 500,000 บาท ถึง 600,000 บาท ไม่พบยาเสพติดให้โทษจึงได้ทำบันทึกการตรวจค้นและปล่อยตัวไป ครั้งที่ 2 เข้าไปตรวจค้นเมื่อได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีการนำเมทแอมเฟตามมีนมาที่บ้านดังกล่าว ผลการตรวจค้นพบเศษของเม็ดเมทแอมเฟตามีนเป็นซีกบ้าง ครึ่งเม็ดบ้าง ตกอยู่ที่เบาะรถยนต์กระบะของผู้คัดค้านที่ 1 รวมกันแล้วได้ 2 เม็ด ถึง 3 เม็ด พยานแจ้งข้อหาแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และดำเนินคดีแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งศาลพิพากษารอการลงโทษจำคุกไว้ ผู้คัดค้านที่ 1 พักอาศัยอยู่กับผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส และเปิดบ้านเป็นร้านขายของชำเล็กๆ ตามภาพถ่ายหมาย ร.6 ส่วนผู้คัดค้านที่ 3 มีพฤติการณ์วิ่งเต้นช่วยเหลือผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมมาที่สถานีตำรวจนครบาลท่าเรือ และเคยเปิดร้านคาราโอเกะที่ชุมชนคลองเตยล็อก 1 เมื่อปี 2542 แต่ปิดร้านเมื่อปี 2543 ร้อยตำรวจเอกเพทายเป็นพยานเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงในทำนองเดียวกันดังกล่าวและเบิกความว่า พยานเคยวางแผนล่อซื้อยาเสพติดให้โทษจากผู้คัดค้านที่ 1 แต่ผู้คัดค้านที่ 1 รู้ตัวเพราะผู้คัดค้านที่ 1 จะไม่จำหน่ายยาเสพติดให้โทษให้แก่ผู้ที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน วิธีการจำหน่ายก็ติดต่อทางโทรศัพท์และให้ลูกน้องเป็นผู้รับส่งยาเสพติดให้โทษให้แก่ลูกค้าแทน ร้อยตำรวจเอกวิชัย เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางซ้ายเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ขับรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า ค้มรี หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ก - 0352 พระนครศรีอยุธยา มาถึงบริเวณที่พยานกับพวกตั้งจุดตรวจอยู่ พยานกับพวกตรวจค้นที่กระโปรงท้ายรถ พบเงินสดเป็นมัดๆ บรรจุอยู่ในกระเป๋าใบใหญ่ มีทั้งธนบัตรชนิด 10 บาท 20 บาท 100 บาท 500 บาท และ 1,000 บาท ตรวจนับในเบื้องต้นได้ 4,000,000 บาท เศษ ผู้คัดค้านที่ 1 แจ้งว่าเป็นเพียงคนขับรถ ผู้คัดค้านที่ 2 แจ้งว่าเบิกเงินมาเพื่อนำไปซื้อที่ดินที่จังหวัดกาญจนบุรี นางสาวอนงค์ซึ่งนั่งมาในรถแจ้งว่าเป็นธนบัตรย่อยที่แลกมาไว้เพื่อใช้ในการทอนเงินในร้านขายของชำ ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 บอกพยานว่าทั้งหมดยกให้แต่ขอให้ปล่อยรถยนต์เก๋งกับทุกคนที่นั่งมาในรถ พยานเห็นเป็นพิรุธจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและควบคุมตัวผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กับพวก พร้อมทั้งนำรถยนต์คันดังกล่าวไปที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอบางซ้ายเพื่อตรวจค้นโดยละเอียด ผลการตรวจค้นพบเงินสดเพิ่มอีก 1,000,000 บาทเศษ ทองรูปพรรณหลายรายการและทองคำแท่งมีน้ำหนักรวมกัน 100 บาทเศษ โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 เครื่อง โฉนดที่ดิน 3 ฉบับ สมุดเงินฝากธนาคาร 3 เล่ม รายละเอียดปรากฏตามบันทึกการตรวจค้นเอกสารหมาย ร.9 และ ร.10 พยานสอบปากคำผู้ที่เดินทางมาพร้อมกัน ได้แก่นางสาวอนงค์ซึ่งให้การว่าเงินสดได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ผู้คัดค้านที่ 2 ให้การว่าเงินสดเป็นของผู้คัดค้านที่ 1 ได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและหลบหนีการกวาดล้างที่ชุมชนคลองเตยมา พันตำรวจตรีพีระพล เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นผู้สอบสวนคดีนี้ และทำบันทึกคำให้การของผู้คัดค้านที่ 1 ไว้ตามเอกสารหมาย ร.19 มีรายละเอียดว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เคยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในชุมชนคลองเตย เมื่อประมาณ พ.ศ.2541 และได้เลิกจำหน่ายก่อนถูกจับกุม 2 เดือน รถยนเก๋งยี่ห้อโตโยต้า คัมรี หมายเลขทะเบียนป้ายแดง ก - 0352 พระนครศรีอยุธยา ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ออกเงินซื้อจำนวน 1,340,000 บาท แต่ระบุชื่อนางอนงค์เป็นผู้ซื้อ เหตุที่นำทรัพย์สินจำนวนมากมาไว้ในรถยนต์คันดังกล่าวก็เนื่องจากก่อนถูกจับกุมผู้คัดค้านที่ 1 ถูกผู้มีอิทธิพลกรรโชกทรัพย์ได้จ่ายเงินให้ไปครั้งละหลายแสนบาท และถูกข่มขู่ว่าจะถูกวิสามัญฆาตกรรม จึงรวบรวมทรัพย์สินทั้งหมดและพาครอบครัวหลบหนีจนกระทั่งมาถูกจับกุมตัว โดยพยานดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานของรัฐต่างเบิกความไปตามที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ทั้งทรัพย์สินที่ตรวจค้นพบมีเป็นจำนวนมาก ผิดปกติวิสัยของวิญญูชนที่จะนำมาเก็บไว้ที่กระโปรงท้ายรถยนต์ พยานหลักฐานของผู้ร้องจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าทรัพย์สินตามสำเนาเอกสารหมาย ร.5 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานมาก่อน ส่วนผู้คัดค้านที่ 3 พยานหลักฐานของผู้ร้องมิได้ยืนยันว่าผู้คัดค้านที่ 3 เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานแต่ประการใด พยานหลักฐานของผู้ร้องจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 3 เกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทำความผิดมูลฐานมาก่อนแต่ทรัพย์สินตามสำเนาเอกสารหมาย ร.5 รายการที่ (1) ถึง (13) และ (17) ถึง (23) เป็นของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กรณีจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคสอง กล่าวคือ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จึงมีภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานนี้ ส่วนทรัพย์สินรายการที่ (14) ถึง (16) และ (24) ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสามแปลงซึ่งรับโอนมาจากผู้คัดค้านที่ 2 และมีอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 5 ชั้น ปลูกอยู่บนที่ดิน กรณีจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 50 (2) คือ ผู้คัดค้านที่ 3 ต้องแสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้รับโอนที่ดินทั้งสามแปลงโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนและเป็นเจ้าของอาคารดังกล่าว แต่ในทางไต่สวนในส่วนของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีผู้คัดค้านที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า ผู้คัดค้านที่ 2 ประกอบอาชีพขายของชำโดยตั้งร้านค้าอยู่ที่บ้านเลขที่ 101/130 ชุมชนคลองเตยล็อก 6 ตั้งแต่ปี 2533 ปล่อยเงินกู้และเป็นนายวงแชร์ มีกำไรจากการค้าขายเดือนละ 50,000 บาท ถึง 100,000 บาท มีรายได้จากดอกเบี้ยเงินกู้รายวัน วันละประมาณ 10,000 บาท และรายเดือน เดือนละประมาณ 300,000 บาท มีรายได้จากการเล่นแชร์ 6 วง วงละไม่ต่ำกว่า 10 มือ ได้ค่าตอบแทนเป็นดอกเบี้ยจากผู้ที่ประมูลแชร์ วันละ 10,000 บาทเศษ ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 มีรายได้จากการเล่นการพนันมวยและไพ่ป๊อกเด้ง ผู้คัดค้านที่ 1 ให้เงินแก่ผู้คัดค้านที่ 2 เมื่อเล่นการพนันได้เฉลี่ยเดือนละ 300,000 บาท และเคยให้เงินถึงครั้งละ 1,000,000 บาท หลายครั้ง ทรัพย์สินตามรายการที่ (3) ถึง (11) เป็นของผู้คัดค้านที่ 2 ทยอยซื้อมาตั้งแต่ปี 2534 ถึงปี 2543 บัญชีเงินฝากตามรายการที่ (17) ถึง (19) และ (21) ผู้คัดค้านที่ 2 เปิดไว้เพื่อฝากและถอนเงินที่ได้จากการค้าขายปล่อยเงินกู้และเล่นแชร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ตามรายการที่ (13) และรถยนต์กระบะตามรายการที่ (20) เป็นของผู้คัดค้านที่ 2 โดยนำเงินที่ได้จากการขายของชำ ปล่อยเงินกู้และการเล่นแชร์ไปเช่าซื้อมา ส่วนรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า คัมรี ตามรายการที่ (1) ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ซื้อจากบริษัทโตโยต้าอยุธยา จำกัด เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2544 ราคา 1,300,000 บาทเศษ โดยนำเงินสดที่ได้จากการเล่นการพนันไปชำระ และเงินสดตามรายการที่ (2) ผู้คัดค้านที่ 1 ได้มาจากการเล่นการพนัน ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่เคยให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ค้ายาเสพติดและเงินที่มีนั้นได้มาจากการค้ายาเสพติด แต่ผู้คัดค้านที่ 2 เบิกความตอบผู้ร้องถามค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้คัดค้านที่ 1 ตั้งแต่ปี 2534 ขณะที่มีอายุ 19 ปี ขณะนั้นผู้คัดค้านที่ 1 เป็นลูกจ้างผู้คัดค้านที่ 3 มีเงินเดือน เดือนละ 5,000 บาท ถึง 6,000 บาท ไม่มีบ้านหรือทรัพย์สินใดเป็นของตนเอง ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่เคยเสียภาษีการค้าหรือภาษีเงินได้ส่วนบุคคล การปล่อยเงินกู้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ การเล่นแชร์มือละ 50,000 บาท ถึง 60,000 บาท ลูกวงแชร์ชื่อ จุ๋ม หนุ่ย ต้อย ญา เล็ก ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง นางจำเนียร เบิกความว่า พยานเล่นแชร์กับผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 2 มือ มือละ 100 บาท นายประจวบ เบิกความว่า พยานเคยกู้เงินผู้คัดค้านที่ 2 ครั้งละ 5,000 บาท ถึง 10,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อเดือน นางอนงค์ เบิกความว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ใส่ชื่อพยานเป็นเจ้าของรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า คัมรี เพราะผู้คัดค้านที่ 1 เล่นการพนันและมีหนี้สินมากเกรงว่าเจ้าหนี้จะมาทวง ผู้คัดค้านที่ 3 เบิกความว่า เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2543 ผู้คัดค้านที่ 2 บอกให้ผู้คัดค้านที่ 3 ช่วยขายที่ 3 แปลง เนื่องจากผู้คัดค้านที่ 1 เป็นหนี้การพนันจำนวน 10,000,000 บาทเศษ พยานของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จึงเบิกความขัดแย้งกันเอง และเมื่อพิจารณาถึงสภาพร้านค้าของชำของผู้คัดค้านที่ 2 ตามภาพถ่ายหมาย ร.6 มีสภาพเป็นห้องแถวไม้หลังคาเป็นเพิงสังกะสี มีสินค้าไม่มากนัก ไม่น่าเชื่อว่าจะขายได้กำไรเป็นเงินถึงเดือนละ 50,000 บาท ถึง 100,000 บาท นอกจากนี้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มิได้นำสืบถึงค่าใช้จ่ายในการกินอยู่และค่าใช้สอยส่วนตัวของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และครอบครัว เช่น ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า เป็นต้น ซึ่งจะต้องมีเป็นประจำอีกด้วย ทั้งจำนวนรายได้ที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นำสืบมีแต่คำเบิกความของผู้คัดค้านที่ 2 เพียงลอยๆ โดยไม่มีพยานเอกสารสนับสนุน และขัดแย้งกับพยานปากอื่นๆ ของผู้คัดค้านที่ 2 เองที่ยืนยันว่าเล่นแชร์กับผู้คัดค้านที่ 2 เพียงมือละ 100 บาท และกู้เงินจากผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเงิน 5,000 บาท ถึง 10,000 บาท เท่านั้น จึงไม่น่าเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีเงินที่ได้จากการประกอบอาชีพดังกล่าวไปซื้อทรัพย์สินตามรายการที่ (3) ถึง (11) (13) (22) และ (23) และมีเงินฝากจำนวนมากตามรายการที่ (17) ถึง (19) และ (21) ได้ ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 เริ่มต้นจากการเป็นลูกจ้างผู้คัดค้านที่ 3 ได้เงินเดือนเพียงเดือนละ 5,000 บาท ถึง 6,000 บาท ไม่มีบ้านอยู่อาศัยเป็นของตนเอง ต้องไปอาศัยผู้คัดค้านที่ 2 และเล่นการพนันมวยและไพ่ป๊อกเด้ง จึงไม่น่าเชื่อว่า ผู้คัดค้านที่ 1 จะมีเงินสดจำนวนมากถึง 5,237,320 บาท ตามรายการที่ (2) จากการเล่นการพนันเท่านั้น และนำเงินสดจากการเล่นการพนันไปซื้อทรัพย์สินตามรายการที่ (1) และ (12) ได้ พยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด กรณีจึงต้องรับฟังว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ส่วนทรัพย์สินรายการที่ (14) ถึง (16) ซึ่งเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 21890, 202173 และ 202174 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการกับอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 5 ชั้น รายการที่ (24) นั้น ผู้คัดค้านที่ 3 ประกอบอาชีพค้าขายเครื่องเหล็กก่อสร้างทุกชนิดในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัดอโนทัยมงคลโลหะเจริญ (1996) ห้างฯ มีเงินสดประมาณ 5,000,000 บาท ลูกค้าซื้อสินค้าเป็นเงินสด ผู้คัดค้านที่ 3 มีรายได้จากการขายเหล็กเส้นเดือนละ 700,000 บาท ถึง 1,000,000 บาท เมื่อเดือนมีนาคม 2543 ผู้คัดค้านที่ 3 ตกลงซื้อที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวด้วยวาจาจากผู้คัดค้านที่ 2 ในราคา 4,500,000 บาท เพื่อใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างอาคารพักอาศัยให้ผู้อื่นเช่า จากนั้นเมื่อเดือนเมษายน 2543 ได้ว่าจ้างให้นายเจียมก่อสร้างอาคาร 5 ชั้น ตามรายการที่ (24) ในราคา 7,500,000 บาท ต่อมาได้จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์เมื่อเดือนมิถุนายน 2543 โดยชำระเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 4,000,000 บาท ยังคงค้างชำระ 500,000 บาท ผู้คัดค้านที่ 3 จึงมอบโฉนดให้ผู้คัดค้านที่ 2 ยึดถือไว้เป็นประกัน เมื่อผู้คัดค้านที่ 3 ชำระเงินส่วนที่เหลือเสร็จแล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 ก็มอบโฉนดที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ผู้คัดค้านที่ 3 มีบัญชีเงินฝากธนาคาร 3 บัญชี ตามเอกสารหมาย ค.1 ถึง ค.3 แต่คำเบิกความของผู้คัดค้านที่ 3 ดังกล่าวล้วนแล้วแต่มีข้อพิรุธ กล่าวคือ ประการที่ 1 ที่ผู้คัดค้านที่ 3 เบิกความว่ามีรายได้จากการขายเหล็กเส้นเดือนละนับล้านบาทนั้น มีแต่คำเบิกความของผู้คัดค้านที่ 3 แต่เพียงลอยๆ โดยไม่มีเอกสารใดสนับสนุน เช่นแบบยื่นรายการเพื่อเสียภาษี ทั้งตามสำเนาบัญชีเงินฝากธนาคารเอกสารหมาย ค.1 กับสมุดเงินฝากธนาคารเอกสารหมาย ค.2 ของผู้คัดค้านที่ 3 และสำเนาบัญชีเงินฝากธนาคารเอกสารหมาย ค.3 ของห้างหุ้นส่วนจำกัดอโนทัยมงคลโลหะเจริญ (1996) มีเงินเหลืออยู่ในบัญชี 2,150 บาท 43,349.03 บาท และ 53,463.73 บาท ตามลำดับเท่านั้น ประการที่ 2 ที่ผู้คัดค้านที่ 3 เบิกความว่าซื้อที่ดินทั้งสามแปลงมาจากผู้คัดค้านที่ 2 เมื่อเดือนมีนาคม 2543 ว่าจ้างให้นายเจียมก่อสร้างอาคารในราคา 7,500,000 บาท แต่จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์เมื่อเดือนมิถุนายน 2543 เป็นการผิดปกติวิสัยของวิญญูชนที่จะก่อสร้างอาคารในที่ดินของบุคคลอื่นโดยที่ยังมิได้รับโอนกรรมสิทธิ์ ประการที่ 3 ที่ผู้คัดค้านที่ 3 อ้างว่าซื้อที่ดินทั้งสามแปลงในราคา 4,500,000 บาท แต่ปรากฏตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ร.14 ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 21890 นั้น ผู้คัดค้านที่ 2 เข้าถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันนางพรพิไลเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 โดยเสียค่าตอบแทน 1,500,000 บาท และในวันเดียวกันนี้นางพรพิไลขายที่ดินโฉนดเลขที่ 202173 และ 202174 ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ในราคาแปลงละ 1,500,000 บาท ต่อมาวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 นางพรพิไลขายส่วนของตนในที่ดินโฉนดเลขที่ 21890 ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ในราคา 1,500,000 บาท ผู้คัดค้านที่ 2 จึงซื้อที่ดินทั้งสามแปลงในราคา 6,000,000 บาท แต่ผู้คัดค้านที่ 2 ขายให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2543 ในราคารวมกัน 4,500,000 บาท ผิดปกติวิสัยของวิญญูชน ที่จะยอมขายขาดทุนถึง 1,500,000 บาท ในระยะเวลาเพียง 4 เดือน ประการที่ 4 การที่ผู้คัดค้านที่ 3 ชำระเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 4,000,000 บาท ยังคงค้างชำระ 500,000 บาท ผู้คัดค้านที่ 3 จึงมอบโฉนดให้ผู้คัดค้านที่ 2 ยึดถือไว้ประกัน เมื่อผู้คัดค้านที่ 3 ชำระเงินส่วนที่เหลือเสร็จแล้ว ผู้คัดค้านที่ 3 ชำระเงินส่วนที่เหลือเสร็จสิ้นแล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 ก็จะมอบโฉนดที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 นั้น เป็นการผิดปกติวิสัยของวิญญูชน ที่จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาแล้ว แต่ยังไม่รับโฉนดที่ดินเชื่อได้ว่าเป็นเพียงการโอนเพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทนเท่านั้น เป็นการกระทำที่ไม่สุจริต พยานหลักฐานของผู้คัดค้านที่ 3 จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ได้รับโอนที่ดินทั้งสามแปลงตามรายการที่ (14) ถึง (16) มาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนและเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายปลูกสร้างอาคาร 5 ชั้น ตามรายการที่ (24) ทรัพย์สินดังกล่าวจึงยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านที่ 2 ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามประการต่อไปว่า ในการพิพากษาคดีนี้ซึ่งเป็นคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 หรือไม่ โดยผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาว่า ศาลชั้นต้นเคยมีคำพิพากษาหรือคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3271/2545 ให้ยกฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 นายพัฒพงษ์และนางอนงค์ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย ค.5 ศาลอาญาเคยมีคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.9358/2545 ให้ยกฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ตามสำเนาคำพิพากษาเอกสารหมาย ค.6 และศาลอาญาเคยมีคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ม.148/2545 ให้ยกฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามสำเนาคำพิพากษาหมาย ค.7 คดีทั้งสามถึงที่สุดไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอาญาตามลำดับ เมื่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 บัญญัติให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับในการดำเนินการทางศาล ศาลจึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาดังกล่าว นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน ซึ่งมีทั้งโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน หากศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตามคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน โดยมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินดังกล่าวมิใช่ความรับผิดทางแพ่งตามความหมายของคำว่า "การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง" ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพียงแต่ในการพิจารณาและพิพากษาคดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว คือให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่านั้น ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าผู้คัดค้านหรือจำเลยในคดีอาญาจะได้กระทำความผิดดังที่ผู้คัดค้านทั้งสามกล่าวอ้างในฎีกา หรือศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยในคดีอาญาหรือไม่ คดีร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จึงมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2542 จึงไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่ทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งสามที่ได้มาก่อนวันดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่าพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดความรับผิดเกี่ยวกับการฟอกเงินซึ่งมีโทษทางอาญาและมาตรการทางแพ่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินในกรณีที่ศาลเชื่อว่าทรัพย์สินตาคำร้องเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานโดยมิต้องคำนึงถึงว่าทรัพย์สินนั้นผู้เป็นเจ้าของหรือผู้รับโอนทรัพย์สินจะได้มาก่อนพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับหรือไม่ เพราะมาตรการดังกล่าวมิใช่โทษทางอาญา จึงมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้ตามนัยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 40 - 41/2546 ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามทุกข้อฟังไม่ขึ้น อนึ่ง แม้ว่าพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 59 วรรคสอง จะบัญญัติให้พนักงานอัยการได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงก็ตาม แต่คดีนี้ถือว่าเป็นคดีแพ่ง การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดิน โดยไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้นไม่ชอบเพราะคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้จะไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดและแม้จะให้เป็นพับกันไป ก็เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรมีคำสั่งเพิ่มเติมให้ถูกต้อง" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6602/2550 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง นายสมหมาย นาคคล้ายฯ กับพวก ผู้คัดค้าน

รายละเอียดคดี

คู่ความผู้ร้อง - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · ผู้คัดค้าน - นายสมหมาย นาคคล้ายฯ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นันทชัย เพียรสนอง · ชาลี ทัพภวิมล · วีระวัฒน์ ปวราจารย์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2584/2527ฎีกา 6235/2551ฎีกา 1730/2520ฎีกา 7223/2540ฎีกา 2644/2535ฎีกา 1351/2567ฎีกา 5324/2537ฎีกา 728/2512ฎีกา 125/2532ฎีกา 3813/2535ฎีกา 9089/2553ฎีกา 4715/2542ฎีกา 3699-3739/2541ฎีกา 1143/2565ฎีกา 1917/2559ฎีกา 481/2526ฎีกา 6405/2550ฎีกา 3948/2566ฎีกา 4273-4274/2534ฎีกา 1308/2533ฎีกา 1835/2545ฎีกา 776/2565ฎีกา 1000/2505ฎีกา 3/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา