คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6901/2551
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม กับความผิดฐานยักยอก ที่เกี่ยวเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียวกัน ถือเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท
ย่อคำพิพากษา
การที่จำเลยปลอมใบนำฝากเงินและใบเสร็จรับเงินของธนาคาร ก็โดยเจตนาเพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงว่าจำเลยนำเงินและเช็คที่ได้รับมอบจากโจทก์ร่วมไปเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของโจทก์ร่วม เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้เพื่อปกปิดการกระทำของจำเลยที่ได้ยักยอกเงินที่ได้รับมอบจากโจทก์ร่วมและที่จำเลยเบิกตามเช็คของโจทก์ร่วมไปบางส่วนหรือทั้งหมด แม้การปลอมเอกสารดังกล่าวจะกระทำภายหลังที่จำเลยยักยอกเงินไปแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับที่จำเลยยักยอกเงินของโจทก์ร่วมไป โดยจำเลยมีเจตนาที่จะใช้เอกสารที่ทำขึ้นเป็นหลักฐานเพื่อยักยอกเงินของโจทก์ร่วมนั้นเอง ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานยักยอก จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 264, 265, 268, 341, 352 ริบของกลาง ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 810,746.92 บาท และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ จำนวน 18,500 บาท แก่ผู้เสียหายและนับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 440/2543 ของศาลชั้นต้น
จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ
ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 341, 342 วรรคแรก การกระทำความผิดของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 31 กระทง เป็นจำคุก 186 เดือน ฐานยักยอกลงโทษจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 32 กระทง เป็นจำคุก 192 เดือน รวมจำคุก 384 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 192 เดือน ริบใบนำฝากเงินและใบเสร็จรับเงินของกลาง ให้จำเลยคืนเงินหรือชดใช้เงินจำนวน 810,746.92 บาท ที่ยักยอกไป และให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาเครื่องปรับอากาศยี่ห้อลักซูรีขนาด 18,000 บีทียู ราคา 18,500 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม) และให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3928/2546 ของศาลชั้นต้น
โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมสถานหนัก
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมและยักยอก ซึ่งเป็นกรรมเดียวกัน 30 กระทง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นบทหนัก จำคุกกระทงละ 6 เดือน ฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมที่มิได้เป็นกรรมเดียวกับฐานยักยอก 1 กระทง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน ฐานยักยอกจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานฉ้อโกงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 198 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 99 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
โจทก์ร่วมฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมยักยอกเงินทั้งหมดหรือบางส่วนที่ได้รับมอบจากโจทก์ร่วมหรือที่จำเลยเบิกตามเช็คซึ่งโจทก์ร่วมมอบหมายให้จำเลยนำเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของโจทก์ร่วม แล้วจำเลยปลอมใบนำฝากเงินกับใบเสร็จรับเงินของธนาคารและนำไปใช้อ้างแสดงต่อโจทก์ร่วมเพื่อให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าจำเลยนำเงินและเช็คที่ได้รับมอบจากโจทก์ร่วมไปเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วมเรียบร้อยแล้ว ความผิดฐานยักยอกเป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยปลอมใบนำฝากเงินและใบเสร็จรับเงินของธนาคาร ก็โดยเจตนาเพื่อใช้เป็นหลักฐานแสดงว่าจำเลยนำเงินและเช็คที่ได้รับมอบจากโจทก์ร่วมไปเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของโจทก์ร่วมเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ เพื่อปกปิดการกระทำของจำเลยที่ได้ยักยอกเงินที่ได้รับมอบจากโจทก์ร่วมและที่จำเลยเบิกตามเช็คของโจทก์ร่วมไปบางส่วนหรือทั้งหมด แม้การปลอมเอกสารดังกล่าวจะกระทำภายหลังที่จำเลยยักยอกเงินไปแล้วก็ตาม แต่ก็เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับที่จำเลยยักยอกเงินของโจทก์ร่วมไป โดยจำเลยมีเจตนาที่จะใช้เอกสารที่ทำขึ้นเป็นหลักฐานเพื่อยักยอกเงินของโจทก์ร่วมนั่นเอง ความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมกับความผิดฐานยักยอก จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6901/2551
พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์
ห้างหุ้นส่วนจำกัดเชียงใหม่ทรัพย์สมบูรณ์ โจทก์ร่วม
นางจันทิมาหรือจันทิวา ด้ายมูล จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ · โจทก์ร่วม - ห้างหุ้นส่วนจำกัดเชียงใหม่ทรัพย์สมบูรณ์ · จำเลย - นางจันทิมาหรือจันทิวา ด้ายมูล |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ธนัท วิรบุตร์ · ไพโรจน์ วายุภาพ · พิชัย อภิชาตอำมฤต |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายสหวิทย์ ธรรมสานุกุล · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายสุภกิจ กิตสัมบันท์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | อ.6255 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา