⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5481/2552

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5481/2552

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซึ่งถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หากเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง นายจ้างต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง หรือต้องแจ้งข้อเรียกร้องตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ จนกว่าจะตกลงกันได้

ย่อคำพิพากษา

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ มาตรา 108 บังคับให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป จัดให้มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และมาตรา 110 บัญญัติเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติในกรณีที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานโดยให้นายจ้างประกาศข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น แต่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฯ ไม่ได้บัญญัติถึงกระบวนการที่นายจ้างและลูกจ้างต้องปฏิบัติเพื่อให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แต่กระบวนการดังกล่าวได้บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ฯ มาตรา 10 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติให้ในกรณีเป็นที่สงสัยว่าในสถานประกอบกิจการมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือไม่ให้ถือว่าข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่นายจ้างต้องจัดให้มีตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ดังนั้น หากผู้ร้องประสงค์จะแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยไม่แจ้งข้อเรียกร้องต่อลูกจ้างในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง ผู้ร้องต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างหรือมิฉะนั้นผู้ร้องจะต้องแจ้งข้อเรียกร้องต่อลูกจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ฯ มาตรา 13 จนมีการเจรจาตกลงกันหรือหากไม่สามารถตกลงกันได้ก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ฯ ต่อไป

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.108 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.110 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.10 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.13

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องรับนางสาวปัทมา เข้าทำงานในหน้าที่แพทย์ตรวจรักษาคนไข้ ขณะที่เข้าทำงานมีอายุ 54 ปี ต่อมานางสาวปัทมาสมัครเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานรักษ์โรงพยาบาลวชิรปราการ ระดับปฏิบัติการ นางสาวปัทมาได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการลูกจ้าง นางสาวปัทมาเกิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2489 ครบเกษียณอายุงานเมื่ออายุ 55 ปี ในวันที่ 30 มกราคม 2544 จะพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานในวันที่ 1 มกราคม 2545 ตามระเบียบข้อบังคับการบริหารทรัพยากรบุคคลของผู้ร้องขอให้ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างนางสาวปัทมากรรมการลูกจ้างเพราะเหตุเกษียณอายุ นางสาวปัทมา ผู้คัดค้าน ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ในวันที่ยื่นคำร้องคือวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 ผู้ร้องไม่ได้แนบใบแต่งทนายความ หรือใบมอบอำนาจให้ผู้หนึ่งผู้ใดดำเนินคดีนี้แทนมาพร้อมคำร้อง ต่อมาวันที่ 13 กรกฎาคม 2547 ผู้ร้องได้ยื่นใบแต่งทนายความมาภายหลัง โดยลายมือชื่อในช่องผู้แต่งทนายความมิใช่ลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้องดังนั้นคำร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องไม่มีอำนาจร้องคดีนี้ ผู้ร้องตกลงรับผู้คัดค้านเข้าทำงานเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2543 ขณะเข้าทำงานผู้ร้องมีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของลูกจ้างฉบับปี 2538 บังคับใช้ซึ่งระเบียบดังกล่าวมิได้ระบุเรื่องการเกษียณอายุงานของพนักงานไว้แต่อย่างใด ต่อมาในปี 2544 ผู้ร้องได้ทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างใหม่ กำหนดให้พนักงานเกษียณอายุงานเมื่อมีอายุครบ 55 ปี ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวมิได้เกิดจากการยื่นข้อเรียกร้องจากฝ่ายผู้ร้องและไม่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานและผู้คัดค้านแต่อย่างใด และเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างรวมทั้งผู้คัดค้านจึงใช้บังคับแก่ผู้คัดค้านไม่ได้ผู้คัดค้านมีอายุครบ 55 ปี ตั้งแต่ปี 2544 โจทก์นำคดีมาฟ้องปี 2547 ล่วงเลยมาเป็นเวลา 3 ปี จึงถือว่าผู้ร้องไม่ถือเอาเรื่องกำหนดเวลาเกษียณอายุงาน 55 ปีเป็นสาระสำคัญ การจ้างงานระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านเป็นการจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา การที่ผู้ร้องขอเลิกจ้างผู้คัดค้านครั้งนี้เป็นการกลั่นแกล้งผู้คัดค้านเนื่องจากผู้คัดค้านเป็นกรรมการลูกจ้างและปัจจุบันได้รับเลือกเป็นประธานสหภาพแรงงานด้วย ขอให้ยกคำร้องและขอให้รับผู้คัดค้านเข้าทำงานดังเดิม รวมทั้งสั่งให้หักภาษี ณ ที่จ่ายตามความเป็นจริง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามระเบียบข้อบังคับการบริหารทรัพยากรบุคคลสำหรับพนักงานเป็นข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอันเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ไม่ได้เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้องระหว่างผู้ร้องกับลูกจ้าง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 108 บังคับให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปจัดให้มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานและมาตรา 110 บัญญัติเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติในกรณีที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานโดยให้นายจ้างประกาศข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น แต่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ไม่ได้บัญญัติถึงกระบวนการที่นายจ้างและลูกจ้างต้องปฏิบัติเพื่อให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แต่กระบวนการดังกล่าวได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 หมวด 1 ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งมาตรา 10 วรรคสาม บัญญัติไว้ความว่า ในกรณีเป็นที่สงสัยว่าในสถานประกอบกิจการมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือไม่ ให้ถือว่าข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่นายจ้างต้องจัดให้มีตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ดังนั้นหากผู้ร้องประสงค์จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยไม่แจ้งข้อเรียกร้องต่อลูกจ้างในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างผู้ร้องต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างหรือมิฉะนั้นผู้ร้องจะต้องแจ้งข้อเรียกร้องต่อลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 13 จนมีการเจรจาตกลงกันหรือหากไม่สามารถตกลงกันได้ก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ต่อไป ปรากฏว่าข้อบังคับการทำงานที่ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2538 ในส่วนการเลิกจ้างมิได้ระบุเรื่องการเกษียณอายุงานของพนักงานไว้ การที่ผู้ร้องแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในส่วนการพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานโดยเพิ่มการเกษียณอายุโดยกำหนดให้พนักงานครบเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จึงไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างซึ่งรวมทั้งผู้คัดค้านด้วย เป็นการแก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2538 ซึ่งถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 10 ข้อเท็จจริงได้ความว่าในขณะแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานยังมิได้มีการจัดตั้งสหภาพแรงงานรักษ์โรงพยาบาลวชิรปราการ จำเลยประกาศใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานฉบับแก้ไขเพิ่มเติมโดยวิธีประชุมให้หัวหน้าแผนกและหัวหน้าฝ่ายเข้าใจถึงการปรับปรุงข้อบังคับฉบับใหม่และได้ทำเป็นเล่มวางไว้ให้พนักงานเอาไปดูผู้ร้องมิได้ดำเนินการแจ้งข้อเรียกร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 13 ทั้งการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวก็ไม่เป็นคุณแก่ผู้คัดค้านและผู้คัดค้านไม่ได้ให้ความยินยอมจึงเป็นการไม่ชอบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องที่กำหนดให้พนักงานเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ไม่มีผลใช้บังคับแก่ผู้คัดค้านที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้โดยอ้างเหตุเกษียณอายุ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังขึ้น" พิพากษากลับให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5481/2552 บริษัทโรงพยาบาลวชิรปราการ จำกัด ผู้ร้อง นางสาวปัทมา พิบูลธนสาร ผู้คัดค้าน

รายละเอียดคดี

คู่ความผู้ร้อง - บริษัทโรงพยาบาลวชิรปราการ จำกัด · ผู้คัดค้าน - นางสาวปัทมา พิบูลธนสาร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์ · วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ · พิทยา บุญชู
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 768/2533ฎีกา 2004/2527ฎีกา 7337/2549ฎีกา 378/2531ฎีกา 4921/2532ฎีกา 2093/2532ฎีกา 3539/2536ฎีกา 7420/2537ฎีกา 4573-5228/2544ฎีกา 4369/2530ฎีกา 2681-2683/2545ฎีกา 3379/2545ฎีกา 2725/2530ฎีกา 3115/2529ฎีกา 158/2536ฎีกา 1391-1442/2532ฎีกา 3180/2530ฎีกา 2325-2326/2531ฎีกา 3823/2531ฎีกา 1128/2544ฎีกา 1448/2541ฎีกา 909/2532ฎีกา 1427/2533ฎีกา 404/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ