⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1864/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1864/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คดีที่ฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์โดยมิได้โต้แย้งกรรมสิทธิ์ ถือเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ และอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลจังหวัด

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์และออกไปจากที่ดินซึ่งเป็นที่งอกริมตลิ่งของโจทก์ จำเลยให้การเพียงว่าที่งอกริมตลิ่งตามฟ้องเป็นที่สาธารณประโยชน์ไม่ได้กล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย จึงเท่ากับมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ กรณีจึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ โดยเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ ศาลแขวงจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.17 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.25

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยและบริวารออกจากบ้านเลขที่ ท.36/7 ซอยโกสีย์ 31 ถนนโกสีย์ ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ และออกไปจากที่ดินซึ่งเป็นที่งอกริมตลิ่งของโจทก์ ห้ามไม่ให้เกี่ยวข้องในบ้านและที่ดินของโจทก์อีกต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากบ้านและที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การว่า ที่งอกริมตลิ่งตามฟ้องเป็นที่ชายตลิ่งอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน มิใช่กรรมสิทธิ์ของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์แถลงไม่ติดใจบังคับจำเลยในส่วนค่าเสียหายรายเดือน ส่วนจำเลยรับว่าได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าตามฟ้องจริง ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและสัมภาระออกไปจากบ้านเลขที่ ท.36/7 ถนนโกสีย์ ซอยเทพวิถี 31 (ตรอกวิศวกรไทย) ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ และให้ออกจากที่ดินซึ่งเป็นที่งอกริมตลิ่งของโจทก์โฉนดเลขที่ 5562 ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ห้ามมิให้เกี่ยวข้องในบ้านและที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่รับโอนคดี และให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนคืนศาลจังหวัดนครสวรรค์เพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมศาลที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แม้จำเลยจะอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ แต่ตามคำให้การดังกล่าวมีความหมายในทำนองโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนพิพาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อโจทก์จำเลยตกลงราคาที่ดินส่วนพิพาทกันเป็นเงินจำนวน 120,000 บาท จึงอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การเพียงว่าที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ โจทก์จึงไม่มีกรรมสิทธิ์ ไม่ได้กล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยแต่อย่างใด จึงเท่ากับมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย กรณีจึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ โดยเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ทั้งนี้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า คำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 และการที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ยื่นเมื่อพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า สำหรับข้อที่อ้างว่าอุทธรณ์ของจำเลยไม่ชอบนั้น โจทก์ชอบที่จะตั้งประเด็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์ เมื่อมิได้ตั้งประเด็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์ก็ย่อมไม่มีสิทธิที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา ส่วนที่อ้างว่าการที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ยื่นเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นการไม่ชอบนั้น เมื่อพิจารณาจากคำสั่งศาลชั้นต้นในคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 23 มกราคม 2549 ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายอุทธรณ์ถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2549 หาใช่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2549 ดังที่โจทก์อ้างในฎีกาไม่ เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2549 จึงยื่นภายในกำหนดเวลา ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้จึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง คดีนี้เป็นคดีขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามตาราง 1 (2) (ก)ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาแก่โจทก์" พิพากษายืน ค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1864/2553 นายสมพร ทวีลาภ โจทก์ นางแตงอ่อน โสบรรณหรือโสบรรณ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสมพร ทวีลาภ · จำเลย - นางแตงอ่อน โสบรรณหรือโสบรรณ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศิริชัย สวัสดิ์มงคล · ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว · นพพร โพธิรังสิยากร
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6630/2556ฎีกา 7651/2552ฎีกา 4862/2548ฎีกา 6234/2548ฎีกา 2989/2533ฎีกา 3374/2566ฎีกา 22056/2555ฎีกา 5460/2547ฎีกา 4637/2546ฎีกา 5070/2552ฎีกา 411/2550ฎีกา 7045/2553ฎีกา 78/2565ฎีกา 4094/2549ฎีกา 8452/2556ฎีกา 3988/2559ฎีกา 5943/2548ฎีกา 1853/2551ฎีกา 8492/2548ฎีกา 3977/2553ฎีกา 7668/2551ฎีกา 1219/2553ฎีกา 10667/2550ฎีกา 4780/2550
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ