⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6119/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6119/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อเหตุแห่งการงดการบังคับคดีสิ้นสุดลง โจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้ และศาลมีอำนาจสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดแก่โจทก์ได้.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 2 แล้วนำออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา ก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและมีคำขอให้งดการบังคับคดีไว้ก่อน การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่โจทก์เป็นส่วนหนึ่งของการบังคับคดี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่โจทก์ เป็นคำสั่งงดการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 292 (2) โดยเหตุผลที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ก่อนก็เพื่อที่จะรอฟังผลการไต่สวนคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีของจำเลยที่ 2 ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีของจำเลยที่ 2 แล้วเนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่วางเงินประกันภายในเวลาที่กำหนดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคห้า มูลเหตุที่ทำให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ย่อมสิ้นสุดลง โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะขอให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไปโดยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์ และเมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีไม่มีเหตุสมควรที่จะให้งดการบังคับคดีของโจทก์ไว้แล้วก็เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดแก่โจทก์ตามคำร้องของโจทก์ได้ หาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่ประการใดไม่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมิใช่คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2) แต่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดี ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นเป็นองค์คณะมีอำนาจกระทำได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (1) และมิใช่เป็นการเปลี่ยนผู้พิพากษาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่ากรณีมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงได้หรือไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.292 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.296 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.24 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.25

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2540 ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ 653,740.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์ครบถ้วน กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 624 ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร ของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาด โดยนายนพดล เป็นผู้ประมูลได้ในราคา 650,000 บาท จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 3 กันยายน 2540 และหมายบังคับคดี โจทก์และผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง วันที่ 24 ตุลาคม 2545 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีอยู่ในระหว่างการไต่สวนคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาด (คำร้องขอเพิกถอนหมายบังคับคดี) ยังไม่อนุญาตให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินให้โจทก์ ยกคำร้อง ก่อนเริ่มไต่สวนศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 วางเงินประกันค่าเสียหาย จำนวน 195,000 บาท ภายในวันที่ 20 มกราคม 2546 เมื่อถึงวันนัดทนายจำเลยที่ 2 ขอขยายระยะเวลาการวางเงินประกัน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปวางเงินภายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546 ครั้นถึงวันนัดทนายจำเลยที่ 2 ขอขยายระยะเวลาการวางเงินประกันอีก โดยอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 2 ได้โอนเงินเข้าบัญชีทนายจำเลยที่ 2 แล้ว แต่ทนายจำเลยที่ 2 ประสบอุบัติเหตุไม่สามารถนำเงินประกันมาวางศาลได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนการวางเงินประกันและยกคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต วันที่ 3 มีนาคม 2546 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอวางเงินประกันค่าเสียหาย และขอให้นัดไต่สวนคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 ไม่นำเงินประกันมาวางตามคำสั่งศาล จึงเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า ซึ่งศาลมีคำสั่งยกคำร้องไปแล้ว ไม่มีเหตุที่จะรับเงินประกันค่าเสียหายและไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง วันที่ 24 เมษายน 2546 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้โจทก์รับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด (คำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี) ของจำเลยที่ 2 ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546 แล้ว คำสั่งศาลไม่อนุญาตให้จ่ายเงินให้โจทก์ตามคำร้องลงวันที่ 24 ตุลาคม 2545 ย่อมสิ้นผลโดยปริยาย ดังนั้นคำสั่งศาลที่อนุญาตให้จ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้โจทก์ตามคำสั่งลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 ซึ่งมีคำสั่งหลังจากศาลยกคำร้องดังกล่าวแล้ว จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ วันที่ 29 เมษายน 2546 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ได้รับเงินจากการขายทอดตลาดไปแล้วจึงถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ประกอบมาตรา 318 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องเมื่อพ้นเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหรือเพิกถอนคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดียกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ในส่วนที่เกี่ยวกับคำร้องขอขยายเวลาวางเงินประกัน จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาจำเลยที่ 2 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับมาเพียงประการเดียวว่า คำสั่งศาลชั้นต้นทีให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่โจทก์ตามคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 2 แล้วนำออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา ก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและมีคำขอให้งดการบังคับคดีไว้ก่อน การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่โจทก์เป็นส่วนหนึ่งของการบังคับคดี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่โจทก์ เป็นคำสั่งงดการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292 (2) โดยเหตุผลที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ก่อนก็เพื่อที่จะรอฟังผลการไต่สวนคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีของจำเลยที่ 2 ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีของจำเลยที่ 2 แล้วเนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่วางเงินประกันภายในเวลาที่กำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า มูลเหตุที่ทำให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ย่อมสิ้นสุดลง โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะขอให้ดำเนินการบังคับคดีต่อไปโดยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์ และเมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีไม่มีเหตุสมควรที่จะให้งดการบังคับคดีของโจทก์ไว้แล้วก็เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดแก่โจทก์ตามคำร้องของโจทก์ได้ หาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่ประการใดไม่ คำสั่งศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ผู้พิพากษาที่มีคำสั่งอนุญาตในคำร้องให้โจทก์รับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดฉบับวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 มิได้นั่งพิจารณาหรือเป็นองค์คณะของผู้พิพากษาที่ว่าคดีนี้และไม่มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ที่จะต้องเปลี่ยนผู้พิพากษาที่มีคำสั่งไม่อนุญาตเป็นผู้พิพากษาคนอื่นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจ่ายเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดมิใช่คำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 24 (2) แต่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาด คำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดี ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นเป็นองค์คณะมีอำนาจกระทำได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (1) และมิใช่เป็นการเปลี่ยนผู้พิพากษาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่ากรณีมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ดังที่จำเลยที่ 2 อ้างมาในฎีกาหรือไม่ คำสั่งศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6119/2550 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายนพดล นนท์ขุนทด ผู้ซื้อทรัพย์ นายเด่นชัย แสนนามวงศ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) · ผู้ซื้อทรัพย์ - นายนพดล นนท์ขุนทด · จำเลย - นายเด่นชัย แสนนามวงศ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประทีป เฉลิมภัทรกุล · เรวัตร อิศราภรณ์ · วีระชาติ เอี่ยมประไพ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดมุกดาหาร - นายสราวุธ มุ่งรวยกลาง · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายจักษ์ชัย เยพิทักษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 594/2534ฎีกา 171/2513ฎีกา 2573/2552ฎีกา 6968/2537ฎีกา 7651/2552ฎีกา 5706/2537ฎีกา 5378/2544ฎีกา 7466/2538ฎีกา 4862/2548ฎีกา 5086/2537ฎีกา 324/2503ฎีกา 10839/2558ฎีกา 3781/2545ฎีกา 2280/2559ฎีกา 780/2535ฎีกา 14209/2555ฎีกา 437/2508ฎีกา 353/2536ฎีกา 2422/2545ฎีกา 1897/2512ฎีกา 11720/2555ฎีกา 1088/2533ฎีกา 39/2524ฎีกา 241/2499
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา