⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 14209/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14209/2555

ป.วิ.แพ่ง ม.296

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่ตรวจสอบสภาพทรัพย์สินด้วยตนเองก่อนเข้าสู้ราคา และถือว่าทราบสภาพทรัพย์สินโดยละเอียดแล้ว หากไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนกฎหมาย ผู้ซื้อไม่อาจร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้

ย่อคำพิพากษา

ตามข้อสัญญาท้ายประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีระบุไว้ว่า ผู้ซื้อทรัพย์มีหน้าที่ต้องตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะซื้อตามสถานที่ และแผนที่การไปที่ปรากฏในประกาศ และถือว่าผู้ซื้อได้ทราบถึงสภาพทรัพย์โดยละเอียดครบถ้วนแล้ว ซึ่งหากผู้ร้องทำการตรวจสอบแล้วเห็นว่าไม่ถูกต้องผู้ร้องก็สามารถทักท้วงเพื่อให้แก้ไขเสียได้ ไม่มีเหตุผลที่ผู้ร้องจะเสี่ยงเข้าไปสู้ราคาในการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงถือได้ว่าเป็นความบกพร่องของผู้ร้องเองและถือเป็นความประมาทเลินเล่อของผู้ร้องที่ไม่ทำการตรวจสอบให้ดีเสียก่อน และที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดราคาประเมินที่ดินตารางวาละ 1,500 บาท ซึ่งผู้ร้องอ้างว่าสูงกว่าราคาประเมินที่แท้จริงคือ ตารางวาละ 500 บาท นั้น ก็ปรากฏว่าราคาประเมินที่ผู้ร้องกล่าวอ้างนั้นเป็นราคาประเมินที่ดินในปัจจุบัน แต่ราคาประเมินที่ดินของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นราคาประเมินขณะทำการยึดตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2546 ตามสำเนารายงานการยึด ซึ่งราคาประเมินอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการบังคับคดี ผู้ร้องจึงไม่อาจร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.296

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.296 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2554 เจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครปฐมขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 14586 ตำบลบางแขม อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ของจำเลย ในราคา 650,000 บาท แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า โจทก์ทำแผนที่แสดงสถานที่ตั้งทรัพย์คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง โดยก่อนที่ผู้ร้องจะประมูลซื้อที่ดินของจำเลยดังกล่าว ผู้ร้องไปดูสภาพทรัพย์ตามแผนที่ที่โจทก์ทำขึ้น ปรากฏว่าเป็นที่ดินติดถนนทั้งสองด้าน แต่หลังจากผู้ร้องประมูลซื้อที่ดินได้แล้ว ผู้ร้องไปสำรวจที่ดิน ปรากฏว่าที่ดินที่ขายทอดตลาดดังกล่าวอยู่คนละแห่งกับที่โจทก์ทำแผนที่ไว้และเป็นที่ดินตาบอดไม่มีทางเข้า ทั้งมีราคาประเมินต่ำกว่าที่โจทก์แถลง จึงเป็นการฉ้อฉลและทำให้ผู้ร้องเสียหาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินแปลงดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า มีเหตุให้เพิกถอนการขายทอดตลาดในคดีนี้หรือไม่ ที่ผู้ร้องอ้างว่า ผู้ร้องมิได้ประมาทเลินเล่อ เนื่องจากผู้ร้องไปตรวจสอบที่ดินก่อนเข้าประมูลซื้อที่ดินดังกล่าวตามแผนที่ท้ายประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว แต่เนื่องจากแผนที่ดังกล่าวแสดงที่ตั้งของที่ดินผิด จึงมิใช่ความผิดของผู้ร้องนั้น เห็นว่า การขายที่ดินในคดีนี้เป็นการขายทอดตลาดโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งแตกต่างจากการซื้อขายที่ดินตามปกติทั่วๆ ไป และตามประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ระบุเลขที่ดิน ที่ตั้งของที่ดิน สภาพของที่ดินและด้านหลังของประกาศดังกล่าวได้ทำแผนที่สังเขปไว้ อีกทั้งเป็นการประกาศอย่างเปิดเผยต่อประชาชนทั่วๆ ไป ผู้ร้องหรือบุคคลอื่นๆ ที่ประสงค์จะเข้าประมูลซื้อที่ดินพิพาทย่อมมีโอกาสตรวจสอบความถูกต้องของที่ดินพิพาทก่อนที่จะเข้าประมูลสู้ราคาได้ ดังนี้ แม้แผนที่สังเขปแสดงที่ตั้งของที่ดินจะคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง แต่ผู้ร้องก็สามารถที่จะทำการตรวจสอบจากเลขที่โฉนดและรายละเอียดอื่นๆ ตามที่ปรากฏในประกาศเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวได้ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาแผนที่สังเขปแล้วปรากฏสภาพของที่ดินชัดเจนว่าเป็นที่ดินที่ถูกล้อมรอบด้วยที่ดินของผู้อื่น มิได้ติดทางสาธารณะดังที่ผู้ร้องเข้าใจแต่อย่างใด เมื่อได้ความจากผู้ร้องว่า ผู้ร้องไปดูที่ดินตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีระบุไว้ในแผนที่สังเขป โดยสอบถามจากชาวบ้านบริเวณนั้นแล้วเข้าใจไปว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายและเป็นที่ดินที่ติดถนนสาธารณะทั้งสองด้าน แต่ผู้ร้องไม่ได้ทำการตรวจสอบหลักฐานทางราชการก่อนทำการประมูลซื้อ ทั้งที่ ผู้ร้องทราบดีอยู่แล้วว่าการขายทอดตลาดดังกล่าวเป็นการขายตามสำเนาโฉนดที่ดิน และตามข้อสัญญาท้ายประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ระบุไว้ด้วยว่า ผู้ซื้อทรัพย์มีหน้าที่ต้องตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะซื้อตามสถานที่ และแผนที่การไปที่ปรากฏในประกาศ และถือว่าผู้ซื้อได้ทราบถึงสภาพทรัพย์โดยละเอียดครบถ้วนแล้ว ซึ่งหากผู้ร้องทำการตรวจสอบแล้วเห็นว่าไม่ถูกต้องผู้ร้องก็สามารถทักท้วงเพื่อให้แก้ไขเสียได้ ไม่มีเหตุผลที่ผู้ร้องจะเสี่ยงเข้าไปสู้ราคาในการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงถือได้ว่าเป็นความบกพร่องของผู้ร้องเองและถือเป็นความประมาทเลินเล่อของผู้ร้องที่ไม่ทำการตรวจสอบให้ดีเสียก่อน และที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดราคาประเมินที่ดินตารางวาละ 1,500 บาท ซึ่งผู้ร้องอ้างว่าสูงกว่าราคาประเมินที่แท้จริงคือ ตารางวาละ 500 บาท นั้น ก็ปรากฏว่าราคาประเมินที่ผู้ร้องกล่าวอ้างนั้นเป็นราคาประเมินที่ดินในปัจจุบัน แต่ราคาประเมินที่ดินของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นราคาประเมินขณะทำการยึดตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2546 ตามสำเนารายงานการยึดเอกสารท้ายรายงานข้อเท็จจริงของเจ้าพนักงานบังคับคดี ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2554 ในสำนวน ซึ่งราคาประเมินอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการบังคับคดี ผู้ร้องจึงไม่อาจร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้ ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่า ผู้แทนโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดที่ดินโดยขาดแผนที่การเดินทางไปทรัพย์ที่ยึด ภาพถ่ายปัจจุบันของทรัพย์ที่ยึด และราคาประเมินที่ดินที่เจ้าพนักงานรับรอง จึงเป็นการมิได้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ.2522 บทที่ 3/1 ข้อ 45 นั้น เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอ้างเหตุว่าแผนที่แสดงที่ตั้งทรัพย์คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงและราคาประเมินที่ดินสูงกว่าราคาที่แท้จริง ฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้จึงถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14209/2555 บริษัท ส.ไพศาล โอโตพาร์ท จำกัด โจทก์ นายสุนันท์ ไพบูลย์วณิชย์กิจ ผู้ร้อง นางสาวสุนีย์หรือญาณา ไทยวัฒนานนท์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท ส.ไพศาล โอโตพาร์ท จำกัด · ผู้ร้อง - นายสุนันท์ ไพบูลย์วณิชย์กิจ · จำเลย - นางสาวสุนีย์หรือญาณา ไทยวัฒนานนท์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทธิโชค เทพไตรรัตน์ · ศรีอัมพร ศาลิคุปต์ · นพพร โพธิรังสิยากร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครปฐม - นายธาดา กษิตินนท์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2657/2555

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 594/2534ฎีกา 2573/2552ฎีกา 6968/2537ฎีกา 5706/2537ฎีกา 5378/2544ฎีกา 7466/2538ฎีกา 5086/2537ฎีกา 2444/2518ฎีกา 3781/2545ฎีกา 780/2535ฎีกา 437/2508ฎีกา 353/2536ฎีกา 2422/2545ฎีกา 241/2499ฎีกา 5768/2534ฎีกา 8337/2540ฎีกา 2644/2530ฎีกา 5015/2541ฎีกา 1690/2538ฎีกา 4511/2529ฎีกา 2709/2536ฎีกา 7385/2556ฎีกา 1309/2531ฎีกา 6360/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา