⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 11030/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11030/2554

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองเมทแอมเฟตามีนน้ำหนักสุทธิ 1.5 กรัมขึ้นไป ให้สันนิษฐานว่ามีไว้เพื่อจำหน่าย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 19 เม็ด น้ำหนัก 1.77 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.327 กรัม แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องโดยใช้คำว่า "น้ำหนักสุทธิ" แต่ก็เห็นได้ว่าการใช้คำว่า "น้ำหนัก" เป็นการหมายถึงเฉพาะน้ำหนักของเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องเท่านั้น ซึ่งมีความหมายเดียวกัน เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่หนึ่งจุดห้ากรัมขึ้นไปไว้ในครอบครอง ดังนี้ เมทแอมเฟตามีนตามฟ้องจึงมีปริมาณต้องด้วยบทบัญญัติตามมาตรา 15 วรรคสาม (2) แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 19 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครอง กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามบทบัญญัติของกฎหมาย ที่ให้ถือว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.66

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง ให้จำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ลงโทษจำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยเป็นประการแรกว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองจำนวน 14 เม็ด หรือ 19 เม็ด เห็นว่า พยานผู้จับกุมเบิกความได้สอดคล้องต้องกันและพยานผู้จับกุมกับพนักงานสอบสวนต่างไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงไม่มีเหตุให้ระแวงน่าสงสัยว่าพยานโจทก์จะกลั่นแกล้งและเบิกความปรักปรำจำเลย เชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความไปตามความเป็นจริง แม้พยานผู้จับกุมจะตรวจค้นตัวจำเลยพบเมทแอมเฟตามีนเพียง 14 เม็ด ส่วนเมทแอมเฟตามีนอีก 5 เม็ด นั้น ถูกค้นพบในชุดลูกเสือซึ่งแขวนอยู่ภายในบ้านของจำเลย แต่จำเลยได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา อย่างสมเหตุผลถึงแหล่งที่มาของเมทแอมเฟตามีนของกลางว่าจำเลยซื้อมาจากนายเสริม คนขับรถบรรทุกสิบล้อ 20 เม็ด และเสพไปก่อนเจ้าพนักงานตำรวจจะเข้าตรวจค้น 1 เม็ด จึงทำให้เหลือเมทแอมเฟตามีนอยู่ 19 เม็ด และยังนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพตามบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและภาพถ่าย เชื่อว่าจำเลยให้การในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจ ข้อเท็จจริงจึงฟังว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 19 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครอง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นประการต่อไปว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม บัญญัติว่า "การผลิต นำเข้า ส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามปริมาณดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย...(2) แอมเฟตามีนหรืออนุพันธุ์แอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่หนึ่งจุดห้ากรัมขึ้นไป..." คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 19 เม็ด น้ำหนัก 1.77 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.327 กรัม แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องโดยใช้คำว่า "น้ำหนักสุทธิ" แต่ก็เห็นได้ว่าการใช้คำว่า "น้ำหนัก" เป็นการหมายถึง เฉพาะน้ำหนักของเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องเท่านั้น ซึ่งมีความหมายเดียวกัน เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่หนึ่งจุดห้ากรัมขึ้นไปไว้ในครอบครอง ดังนี้ เมทแอมเฟตามีนตามฟ้องจึงมีปริมาณต้องด้วยบทบัญญัติตามมาตรา 15 วรรคสาม (2) ดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีน 19 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครอง กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามบทบัญญัติของกฎหมายข้างต้นที่ให้ถือว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นและไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ว่าจำเลยมีเจตนามีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษที่เป็นภัยร้ายแรง นอกจากจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพอนามัยของ ผู้เสพเองแล้ว ยังอาจเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรมหลายประเภท ทั้งผู้เสพที่มีอาการมึนเมาเมทแอมเฟตามีนยังอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและร่างกายผู้อื่นได้โดยง่าย จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเป็นจำนวนถึง 19 เม็ด น้ำหนัก 1.77 กรัม มีปริมาณคำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ 0.327 กรัม ถือได้ว่ามีไว้ในครอบครองเป็นจำนวนมาก พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้โทษที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยจะไม่เกินสามปี ก็ไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3557/2541 ที่จำเลยอ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11030/2554 พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โจทก์ นายสุทาหรือสังข์ โตทอง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ · จำเลย - นายสุทาหรือสังข์ โตทอง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เกษม วีรวงศ์ · อร่าม แย้มสอาด · สิงห์พล ละอองมณี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ - นายรัชชา สุทธิมา · ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายสุพจน์ บำเพ็ญวัฒนา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2412/2553

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5794/2544ฎีกา 65/2569ฎีกา 6101/2531ฎีกา 2176/2548ฎีกา 1049/2547ฎีกา 9083/2547ฎีกา 1497/2532ฎีกา 4529/2543ฎีกา 905/2547ฎีกา 8086/2544ฎีกา 9166/2544ฎีกา 1809/2530ฎีกา 2232/2538ฎีกา 4747/2541ฎีกา 2572/2549ฎีกา 5813/2549ฎีกา 2136/2544ฎีกา 3799/2541ฎีกา 2856/2559ฎีกา 3889/2543ฎีกา 10069/2558ฎีกา 4316/2560ฎีกา 6377/2549ฎีกา 5585/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา