⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 171/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 171/2554

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำให้การในชั้นสอบสวนที่สอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นและเกิดขึ้นในขณะที่ผู้ให้การยังไม่มีโอกาสไตร่ตรองหรือถูกชักจูง ย่อมมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าคำเบิกความในชั้นศาลที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อช่วยเหลือจำเลย.

ย่อคำพิพากษา

การที่ผู้เสียหายพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ยอมเบิกความต่อศาล ครั้นเมื่อมาเบิกความกลับระบุว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่คนร้าย อันขัดแย้งกับคำให้การในชั้นสอบสวนที่ให้การยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย จึงเชื่อว่าเป็นการเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ให้ไม่ต้องรับโทษ ชั้นสอบสวนผู้เสียหายให้การตั้งแต่วันเกิดเหตุยังไม่มีเวลาไตร่ตรองหาเหตุผลมาช่วยเหลือจำเลยที่ 1 มายังสถานีตำรวจ ผู้เสียหายก็ชี้ตัวยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายตั้งแต่วันเกิดเหตุนั้นเอง คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายจึงน่าเชื่อถือมากกว่าคำเบิกความชั้นศาล โจทก์ฎีกาเพียงว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่ลงโทษจำเลยทั้งสองในบางข้อหานั้น โจทก์ไม่เห็นด้วย ขอให้ศาลฎีกาลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามฎีกาของโจทก์ดังกล่าวมิได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาเพื่อให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.216 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.7 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.72

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันมีอาวุธปืนลูกซองสั้น ไม่ทราบขนาด ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ จำนวน 1 กระบอก กับกระสุนปืนลูกซองขนาดเดียวกันกับอาวุธปืนจำนวน 1 นัด ใช้ยิงได้ไว้ครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และจำเลยทั้งสองร่วมกันพาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปตามถนนในท้องที่หมู่ที่ 2 ตำบลธารทหาร อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นหม่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตทั้งไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ไม่ได้รับยกเว้นใดๆ ตามกฎหมาย แล้วจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงนายกฤษณะ ผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่า จำเลยทั้งสองกระทำผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย เหตุทั้งหมดเกิดที่ตำบลธารทหาร อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองและยึดได้ลูกกระสุนปืน (ลูกตะกั่วเม็ดกลม) จำนวน 7 เม็ด จากบริเวณที่เกิดเหตุและตัวผู้เสียหายเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบลูกกระสุนปืนของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามยามฆ่าผู้อื่น จำคุกคนละ 10 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในหมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 11 ปี ริบลูกกระสุนปืนของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำคุก 10 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนซึ่งเป็นกฎหมายบที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ซึ่งฎีกาขอให้ยกฟ้องในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น และฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ริบของกลางด้วยนั้น ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบลูกกระสุนปืนของกลางตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์จึงไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แต่อย่างใด ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายและร่วมกันมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องได้มีคำร้ายใช้อาวุธปืนลูกซองสั้นยิงนายกฤษณะ ผู้เสียหายถูกที่บริเวณต้นคอบาดแผนลึกประมาณ 0.5 เซนติเมตร มีลูกกระสุนปืนฝังอยู่ 1 ลูกปัญหาว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานว่า ในคืนเกิดเหตุผู้เสียหายไปเที่ยวงานลอยกระทงที่วัดน้ำสาดเหนือเมื่อเวลาประมาณ 20 นาฬิกา ต่อมาได้ขึ้นไปรับประทานอาหารบนศาลาวัดซึ่งมีไฟฟ้าหลอดนีออนติดอยู่หลายหลอด มีชาย 7 คน ถึง 8 คน ซึ่งผู้เสียหายไม่รู้จักมาก่อนขึ้นไปรุมซ้อมทำร้ายร่ายกายผู้เสียหายบนศาลา ผู้เสียหายจึงคว้าเอามีดบนศาลานั้นมาฟันป้องกันตัว กลุ่มชายดังกล่าวได้ขว้างมีดใส่ผู้เสียหาย ส่วนพวกของชายกลุ่มนั้นซึ่งอยู่ด้านล่างของศาลได้ยิงปืนมาที่ผู้เสียหาย 1 นัด ผู้เสียหายกระโดดหลบไปอยู่หลังเสา คนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงนั้น ผู้เสียหายจำได้ว่าไม่ใช่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองเป็นเพื่อนกับผู้เสียหายมาหลายปี ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกัน เกิดเหตุแล้วกลุ่มคนร้ายได้ขับรถจักรยานยนต์ออกไปจากงานวัด ส่วนผู้เสียหายซึ่งได้รับบาดเจ็บถูกกระสุนปืนที่บริเวณท้ายทอยมีญาตินำส่งโรงพยาบาล ต่อมาผู้เสียหายได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพันตำรวจตรีวันชัย พนักงานสอบสวนว่าพวกของจำเลยทั้งสองใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย เหตุที่ระบุเช่นนั้นเนื่องจากขณะเกิดเหตุผู้ที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายได้จอดรถจักรยานยนต์ใกล้กับจุดที่จำเลยทั้งสองจอดรถจักรยายยนต์และมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำเภอหนองบัวด้วยกัน เหตุที่ผู้เสียหายให้การต่อพันตำรวจตรีวันชัยตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน เอกสารหมาย จ.4 ว่า จำเลยทั้งสองใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายเนื่องจากพันตำรวจตรีวันชัยให้ผู้เสียหายระบุชื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ยิงไปก่อนเพื่อให้จำเลยทั้งสองซัดทอดผู้ที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายแล้วค่อยติดตามจับกุมคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายภายหลัง การชี้ตัวจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวน พันตำรวจตรีวันชัยให้ผู้เสียหายชี้ตัวโดยผู้เสียหายไม่สมัครใจ แต่ในชั้นสอบสวนผู้เสียหายให้การไว้ต่อพันตำรวจตรีวันชัยพนักงานสอบสวนตั้งแต่วันเกิดเหตุตามที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.4 ว่า ในคดีเกิดเหตุเวลาประมาณ 1 นาฬิกา ผู้เสียหายกับนายยุ ไม่ทราบนาทสกุลเพื่อนผู้เสียหายยืนอยู่บนศาลาวัด นายยุได้ขว้างขวดเบียร์ไปยังบริเวณที่กลุ่มของจำเลยทั้งสองซึ่งยืนจับกลุ่มกันอยู่บริเวณหน้าศาลา 8 ถึง 9 คน พวกของจำเลยทั้งสองเข้าใจผิดว่าผู้เสียหายเป็นคนขว้าง จึงพากันขึ้นไปบนศาลาแล้วร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยเตะ ต่อย ตีผู้เสียหายหลายที เป็นเหตุให้ฟันหัก 4 ซี่ แล้วพากันลงไปที่บริเวณหน้าศาลา ขณะนั้นผู้เสียหายเห็นจำเลยที่ 2 ถืออาวุธปืนลูกซองสั้นเล็งมาทางผู้เสียหายแต่ไม่ได้ยิง จำเลยที่ 1 ซึ่งยืนอยู่ใกล้กันได้แย่งเอาอาวุธปืนจากมือจำเลยที่ 2 หันปากกระบอกปืนมาทางผู้เสียหาย ผู้เสียหายเห็นท่าไม่ดีจึงพยายามวิ่งเพื่อหลบที่เสาบนศาลาจำเลยที่ 1 ยิงผู้เสียหาย 1 นัด ถูกบริเวณท้ายทอยมีลูกตะกั่วติดอยู่ที่บาดแผล 1 ลูก เมื่อจำเลยทั้งสองยิงผู้เสียหายแล้วได้ขับรถจักรยานยนต์พากันหลบหนีไป หลังจากรักษาบาลแผลแล้ว ผู้เสียหายพร้อมด้วยบิดาได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองบัว ยืนยันต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนยิง เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจนำตัวจำเลยทั้งสองไปที่สถานีตำรวจ ผู้เสียหายชี้ให้จับกุมดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง ก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 เดือน ผู้เสียหายเคยมีเรื่องชกต่อยกับจำเลยที่ 1 ในปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายหรือไม่ ผู้เสียหายเบิกความขัดแย้งกับคำให้การชั้นสอบสวน จึงมีปัญหาว่า คำเบิกความชั้นศาลหรือคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายน่าเชื่อถือมากกว่า ที่ผู้เสียหายเบิกความว่า การที่ผู้เสียหายให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยทั้งสองใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายเนื่องจากพันตำรวจตรีวันชัยพนักงานสอบสวนให้ระบุเช่นนั้น เพื่อให้จำเลยทั้งสองซัดทอดผู้ที่ใช้อาวุธปืนยิงแล้วค่อยติดตามจับกุมนั้น พันตำรวจตรีวันชัยเบิกความยืนยันว่า ผู้เสียหายและบิดาได้ไปแจ้งความแก่พยานในคืนเกิดเหตุเวลา 1.30 นาฬิกา ว่าจำเลยทั้งสองใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย พยานได้สอบสวนผู้เสียหายไว้ตามเอกสารหมาย จ.4 เห็นว่า พันตำรวจตรีวันชัยปฏิบัติราชการไปตามอำนาจหน้าที่ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองหรือผู้เสียหาย จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะกระทำดังที่ผู้เสียหายเบิกความ ข้ออ้างของผู้เสียหายดังกล่าวจึงรับฟังไม่ได้ ในทางตรงกันข้ามกลับปรากฏว่า ผู้เสียหายพยายามหลบเลี่ยงบ่ายเบี่ยงไม่ยอมมาเบิกความต่อศาล คดีนี้ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกวันที่ 15 มิถุนายน 2543 คดีต้องเลื่อนการสืบพยานเพราะโจทก์ไม่สามารถนำตัวผู้เสียหายมาเบิกความหลายนัดเป็นระยะเวลาถึง 1 ปี 7 เดือนเศษ จึงสามารถนำตัวผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาลได้เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 โดยโจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นว่าได้รับแจ้งจากบิดาผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายเดินทางไปทำงานที่กรุงเทพมหานครไม่สามารถติดต่อกับผู้เสียหายได้ บางนัดโจทก์แถลงต่อศาลว่าได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวนว่าจากการสืบสวนทราบว่า ผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยจึงพยายามหลบเลี่ยงไม่มาเบิกความเป็นพยานต่อศาล การที่ผู้เสียหายพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ยอมมาเบิกความต่อศาล ครั้นเมื่อมาเบิกความกลับระบุว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่คนร้าย จึงเชื่อว่าเป็นการเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ให้ไม่ต้องได้รับโทษ ส่วนในชั้นสอบสวนผู้เสียหายให้การไว้ตั้งแต่วันเกิดเหตุยังไม่มีเวลาไตร่ตรองหาเหตุผลมาช่วยเหลือจำเลยที่ 1 คำให้การชั้นสอบสวนจึงมีน้ำหนักและสมเหตุสมผลทั้งปรากฏว่าเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจนำตัวจำเลยที่ 1 มายังสถานีตำรวจให้ผู้เสียหายชี้ตัว ผู้เสียหายก็ชี้ตัวยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายตั้งแต่วันเกิดเหตุนั้นเอง คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายจึงน่าเชื่อถือมากกว่าคำเบิกความชั้นศาล ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายจริง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น สำหรับจำเลยที่ 2 คงได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายเพียงว่าจำเลยที่ 2 ถืออาวุธปืนลูกซองสั้นเล็งมาทางผู้เสียหายเท่านั้น แต่ไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายตกใจกลัวหรือวิ่งหลบหนีแต่อย่างใด แต่เมื่อจำเลยที่ 1 แย่งอาวุธปืนไปจากมือจำเลยที่ 2 ผู้เสียหายกลับพยายามวิ่งหนี ดังนี้ แสดงว่าขณะที่จำเลยที่ 2 ถืออาวุธปืนนั้นไม่มีท่าทีจะยิงผู้เสียหาย จากคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ผู้เสียหายมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 คนเดียว ไม่ปรากฏว่ามีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 แต่อย่างใดทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 แย่งอาวุธปืนไปจากจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่ามีพฤติการณ์ใดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 พยายามฆ่าผู้เสียหายดังที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบว่า จำเลยที่ 1 ร่วมครอบครองอาวุธปืนหรือร่วมพาอาวุธปืนติดตัวมาหรือร่วมรู้เห็นว่าจำเลยที่ 2 พาอาวุธปืนติดตัวมายังที่เกิดเหตุด้วย การที่จำเลยที่ 1 เพียงแต่หยิบอาวุธปืนจากมือจำเลยที่ 2 แล้วยิงไปยังบริเวณที่ผู้เสียหายยืนอยู่จะถือว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหาได้ไม่ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดทั้งสองจากนี้ โจทก์ฎีกาเพียงว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่ลงโทษจำเลยทั้งสองในบางข้อหานั้นโจทก์ไม่เห็นด้วย ขอให้ศาลฎีกาลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่า ตามฎีกาของโจทก์ดังกล่าวมิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาเพื่อให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย นอกจากนี้การที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีความหมายว่าเป็นการโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามอันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น เห็นว่า โจทก์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นเดียวกัน" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 171/2554 พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ โจทก์ นายนิพนธ์ บุญดล กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ · จำเลย - นายนิพนธ์ บุญดล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว · นพพร โพธิรังสิยากร · สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2530/2527ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1588/2479ฎีกา 861/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 226/2529ฎีกา 4276/2534ฎีกา 1638/2492ฎีกา 6355/2544ฎีกา 551/2514ฎีกา 7601/2540ฎีกา 1082/2511ฎีกา 2936/2543ฎีกา 1165/2537ฎีกา 5957/2530ฎีกา 1386/2521ฎีกา 203/2511ฎีกา 9368/2552ฎีกา 786/2519ฎีกา 2632/2529ฎีกา 47/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ