⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3432/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3432/2554

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลหนึ่งอ้างว่าตนกระทำการแทนอีกบุคคลหนึ่ง โดยที่บุคคลนั้นไม่ได้ใช้ถ้อยคำว่า "ตัวแทน" หรือ "ตัวแทนเชิด" โดยตรง แต่ข้อต่อสู้ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าตนกระทำการในนามของบุคคลนั้นและไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว ให้ถือว่ามีประเด็นเรื่องความเป็นตัวแทนหรือตัวแทนเชิดขึ้นในคดี.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินค่าจ้างโดยบรรยายฟ้องสรุปได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้เข้าทำสัญญารับจ้างรับเหมาก่อสร้างอาคารผู้โดยสารในสนามบินสุวรรณภูมิ และเป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้เป็นผู้รับเหมาช่วงติดตั้งต่อเติมอาคารดังกล่าว จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจ้างโจทก์ระบุเงื่อนไขในการทำงานและได้รับค่าจ้างตามหนังสือสัญญาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 จำเลยที่ 1 ให้การว่าไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จะว่าจ้างช่วงหรือให้ใครเป็นผู้ปฏิบัติงานเป็นอำนาจของจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ว่าจ้างและชำระเงินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ประสานงานให้จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ กับตรวจรับมอบงานแทนจำเลยที่ 1 และเบิกค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 มามอบให้โจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ดังนั้น แม้ตามคำให้การจำเลยที่ 2 มิได้ใช้ถ้อยคำว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนหรือตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 1 แต่เมื่ออ่านข้อความทั้งหมดแล้ว เห็นได้ในตัวว่าจำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่าไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนหรือตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 1 คดีจึงมีประเด็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนหรือตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.821

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 246,774.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 246,774.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 ธันวาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมตกเป็นพับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด และเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารสนามบินสุวรรณภูมิจากบริษัทร่วมค้า ไอ ที โอ จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับเหมาหลัก จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมาทำงานก่อสร้างโครงเหล็กอาคารในสนามบินสุวรรณภูมิเฉพาะค่าแรงและอุปกรณ์สิ้นเปลือง โดยจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ออกแผ่นเหล็กและสี ตามสัญญาจ้างทำงานลงวันที่ 29 มกราคม 2547 กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2547 ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2547 โจทก์ทำสัญญารับจ้างทำงานติดตั้งโครงโลหะหลังคาอาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิ ระบุชื่อจำเลยที่ 2 โดยนายธนวัฒน์ หุ้นส่วน เป็นผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้รับผิดชอบจัดหาวัสดุ เครื่องมือ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับงานเพื่อใช้ในการก่อสร้างและอำนวยความสะดวกในการทำงานที่จำเป็น ส่วนโจทก์เป็นผู้จัดหาบุคลากรช่าง คนงานที่มีคุณภาพมาตรฐานและมีจำนวนที่เพียงพอกับปริมาณงานที่ต้องทำ โจทก์ได้รับเงินค่าผลงานที่ทำเสร็จแต่ละงวดมาโดยตลอด แต่โจทก์ไม่สามารถเบิกเงินค่าผลงานงวดสุดท้าย จำนวน 246,774.11 บาท มีปัญหาข้อแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีมีประเด็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนหรือเป็นตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินค่าจ้างโดยบรรยายฟ้องสรุปได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เข้าทำสัญญารับจ้างรับเหมาก่อสร้างอาคารผู้โดยสารในสนามบินสุวรรณภูมิ และเป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้เป็นผู้รับเหมาช่วงติดตั้งต่อเติมอาคารดังกล่าว จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจ้างโจทก์ระบุเงื่อนไขในการทำงานและได้รับค่าจ้าง จำเลยที่ 1 ให้การว่าไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จะว่าจ้างช่วงหรือให้ใครเป็นผู้ปฏิบัติงานเป็นอำนาจของจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 ให้การว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ว่าจ้างและชำระเงินให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ประสานงานให้จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ และตรวจรับมอบงานแทนจำเลยที่ 1 และเบิกค่าจ้างจากจำเลยที่ 1 มอบให้โจทก์เท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง เห็นว่า ตามคำให้การจำเลยที่ 2 แม้มิได้ใช้ถ้อยคำว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนหรือตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 1 แต่เมื่ออ่านข้อความทั้งหมดแล้วเห็นได้ในตัวว่าจำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่าไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนหรือตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 1 คดีจึงมีประเด็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนหรือเป็นตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหานี้มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น... พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม 10,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3432/2554 นายบุญสันต์ นาสิงห์บุตร โจทก์ บริษัทเอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ จำกัด (มหาชน) กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายบุญสันต์ นาสิงห์บุตร · จำเลย - บริษัทเอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ จำกัด (มหาชน) กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีระชาติ เอี่ยมประไพ · อาวุธ ปั้นปรีชา · สมชาย พันธุมะโอภาส
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงสมุทรปราการ - นายสหรัฐ สิริวัฒน์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายธีระ เบญจรัศมีโรจน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.1918/2551

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5473/2548ฎีกา 7919/2553ฎีกา 3206/2537ฎีกา 779/2532ฎีกา 685/2550ฎีกา 6567/2544ฎีกา 1415/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 597/2534ฎีกา 2501/2526ฎีกา 3350/2538ฎีกา 2763/2536ฎีกา 369/2522ฎีกา 1969/2515ฎีกา 2752/2537ฎีกา 6542/2552ฎีกา 200/2536ฎีกา 1360/2544ฎีกา 442/2496ฎีกา 6039/2537ฎีกา 4879/2533ฎีกา 3394/2536ฎีกา 2709/2538ฎีกา 541/2509
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา