⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8481/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8481/2554

บุกรุก

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงให้พิจารณาจากอัตราโทษสูงสุดของข้อหาแต่ละกระทงความผิด หากบทหนักไม่ต้องห้าม ก็ถือว่าทุกบทไม่ต้องห้าม 2. การเข้าไปรบกวนการครอบครองที่ดินของผู้อื่นโดยพลการ แม้ตนจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามทะเบียน ก็อาจเป็นความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ได้

ย่อคำพิพากษา

คดีอาญาเรื่องใดจะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาอัตราโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับข้อหาแต่ละกระทงความผิดเป็นสำคัญ เมื่อความผิดในกระทงนั้นมีความผิดหลายบทรวมอยู่ด้วย ถ้าบทหนักไม่ต้องห้าม ก็ถือว่าทุกบทไม่ต้องห้าม แม้จำเลยจะมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้อง แต่โจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินที่แท้จริงและได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องจากบิดาตลอดมา โดยจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นการครอบครองที่ดินโดยชอบ กรณีเช่นนี้หากจำเลยเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิในที่ดิน ก็ชอบที่จะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิของตน ไม่มีสิทธิหรืออำนาจเข้าไปรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยพลการการที่จำเลยได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินแล้วทำให้ทรัพย์ของโจทก์เสียหาย จึงอาจมีมูลเป็นความผิดตามฟ้องได้ เป็นฟ้องที่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 ที่จะรับไว้ไต่สวนมูลฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายอาญา ม.358 ประมวลกฎหมายอาญา ม.362 ประมวลกฎหมายอาญา ม.365

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 362, 365 (2) และ 358 ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้ว ตามคำฟ้องเป็นเรื่องโต้แย้งกรรมสิทธิ์กันในทางแพ่งและที่ดินมีชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ จึงไม่รับฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาเรื่องใดจะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ ต้องพิจารณาอัตราโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับข้อหาแต่ละกระทงความผิดเป็นสำคัญ เมื่อความผิดในกระทงนั้นมีความผิดหลายบทรวมอยู่ด้วย ถ้าบทหนักไม่ต้องห้ามก็ถือว่าทุกบทไม่ต้องห้าม ฟ้องของโจทก์ได้ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์เห็นได้ว่าเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกัน เมื่อความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบด้วยมาตรา 362 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ดังนั้น ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ซึ่งเป็นบทเบา แม้จะมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อคดีได้มาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาว่า คดีจำต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อนมีคำสั่งหรือคำพิพากษาหรือไม่ โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225 พิจารณาแล้วโจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินตามฟ้องทั้งสองแปลงบิดาโจทก์เป็นผู้ซื้อโดยใส่ชื่อจำเลยซึ่งเป็นน้องชายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนตั้งแต่ปี 2512 และ 2521 แล้วบิดาโจทก์ครอบครองทำกินในที่ดินตลอดมาจนถึงปี 2533 ได้ยกที่ดินตามฟ้องให้โจทก์ โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องจากบิดาจนถึงปัจจุบัน เมื่อปี 2549 บิดาโจทก์และโจทก์ประสงค์ให้จำเลยเปลี่ยนชื่อในโฉนดที่ดินตามฟ้องเป็นชื่อโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉยและยังฟ้องขับไล่บิดาโจทก์ออกจากที่ดินแปลงอื่นที่จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของแทนบิดาโจทก์อีกด้วย ต่อมาในวันเกิดเหตุจำเลยกับพวกรวม 4 คน บุกรุกเข้ามาในที่ดินดังกล่าวแล้วจำเลยใช้ให้พวก 3 คน ใช้จอบขุดยกผิวดินให้สูงขึ้น ขุดหลุมนำต้นไม้เข้ามาปลูกในที่ดินตามฟ้อง อันเป็นการรบกวนโต้แย้งสิทธิการครอบครองของโจทก์ และทำให้เกิดความเสียหายต่อผิวหน้าดินและที่ดินอันเป็นการทำให้เสียทรัพย์ เห็นว่า แม้จำเลยจะมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้องทั้งสองแปลง แต่เมื่อโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินที่แท้จริงและได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องจากบิดาตลอดมา โดยจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นการครอบครองที่ดินโดยชอบ กรณีเช่นนี้หากจำเลยเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิในที่ดิน ก็ชอบที่จะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิของตน ไม่มีสิทธิหรืออำนาจเข้าไปรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยพลการ ตามฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยมิได้ดำเนินการตามกฎหมายโต้แย้งสิทธิใดๆ ในที่ดินตามฟ้อง แต่กลับไปฟ้องขับไล่บิดาโจทก์ออกจากที่ดินแปลงอื่น แล้วในวันเกิดเหตุจำเลยได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินตามฟ้องและทำให้ทรัพย์ของโจทก์เสียหาย อันเป็นการบรรยายฟ้องโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 แล้ว การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์อ้างจึงอาจมีมูลเป็นความผิดตามฟ้องได้ ซึ่งพิจารณาจากฟ้องเพียงลำพังยังไม่อาจทราบได้ว่ามีมูลความจริงดังที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ คดีจำต้องฟังพยานหลักฐานจากการไต่สวนมูลฟ้องก่อน ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องโดยไม่มีการไต่สวนมูลฟ้องและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8481/2554 นางสาวศศิวิมล วุฒิปัญญารัตนกุล โจทก์ นายธงชัย วุฒิปัญญารัตนกุล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวศศิวิมล วุฒิปัญญารัตนกุล · จำเลย - นายธงชัย วุฒิปัญญารัตนกุล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นวลน้อย ผลทวี · พันวะสา บัวทอง · พิศล พิรุณ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชลบุรี - นายชาตรี เหลืองเรือง · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายจรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3350/2554

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9026/2553ฎีกา 6435/2555ฎีกา 845/2543ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 1146/2526ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 2718/2538ฎีกา 884/2484ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 3864/2546ฎีกา 435/2535
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา