⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 10061/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10061/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นเพื่อจะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ต้องเป็นการครอบครองโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ และโดยสงบ ติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี การกระทำที่แสดงให้เห็นว่ามีการโต้แย้งสิทธิ์ในการครอบครอง ย่อมทำให้การครอบครองนั้นไม่ถือว่าเป็นการครอบครองโดยสงบ

ย่อคำพิพากษา

การจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของผู้อื่นโดยการครอบครองนั้น นอกจากจะต้องครอบครองโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาสิบปีแล้ว ยังจะต้องได้ความว่าเป็นการครอบครองไว้โดยสงบอีกด้วย การร้องทุกข์และนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปตรวจสอบแจ้งให้ผู้บุกรุกออกไปเสียจากที่ดิน ย่อมมีผลให้การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยถูกโต้แย้ง ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการครอบครองโดยสงบที่จะนำระยะเวลาการครอบครองไปรวมเพื่อให้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1370 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 300/69 ซอยชุมชน ส.พัทยา ถนนริมทางรถไฟสายแปดริ้ว แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1812 ตำบลบางกะปิ อำเภอห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร และทำที่ดินให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หากจำเลยไม่ดำเนินการก็ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการรื้อถอนบ้านเลขที่ดังกล่าว ตลอดจนขนย้ายสิ่งของออกจากบ้านที่มีการรื้อถอนนั้นได้ สำหรับค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนและขนย้ายสิ่งของให้จำเลยเป็นผู้ชำระ กับให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์และค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนบ้านเลขที่ดังกล่าว ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1812 และให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 300/69 ดังกล่าว กับทำที่พิพาทให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มีนาคม 2545) เป็นต้นไปจนกว่าจะรื้อถอนบ้านหลังดังกล่าว และขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1812 ดังกล่าว จำเลยปลูกสร้างบ้านชั้นเดียวอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 10 ตารางวา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 1812 โดยบ้านดังกล่าวมิได้ปลูกสร้างขึ้นก่อนปี 2530 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้วหรือไม่ เห็นว่า การจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของผู้อื่นโดยการครอบครองนั้น นอกจากจะต้องครอบครองโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาสิบปีแล้ว ยังจะต้องได้ความว่าเป็นการครอบครองไว้โดยสงบอีกด้วย โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความเป็นพยานว่า ในช่วงปี 2530 ถึง 2533 โจทก์ให้นายละไม คนขับรถของโจทก์ไปขับไล่ผู้บุกรุกที่ดินทุกรายรวมทั้งจำเลยด้วย แต่จำเลยและบุคคลเหล่านั้นไม่ยอมออกไป โจทก์จึงไปแจ้งความร้องทุกข์แก่พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน ว่าจำเลยกับพวกบุกรุกเข้าไปในที่ดิน ดังนั้น เมื่อในปี 2533 เจ้าของที่ดินได้มีการร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่ผู้บุกรุกในที่ดินพิพาทซึ่งรวมถึงจำเลยซึ่งบุกรุกเข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทด้วย แม้ไม่ปรากฏว่าต่อมาได้มีการดำเนินคดีแก่จำเลย แต่การร้องทุกข์และนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปตรวจสอบแจ้งให้ผู้บุกรุกออกไปเสียจากที่ดินดังกล่าวย่อมมีผลให้การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยถูกโต้แย้ง ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการครอบครองโดยสงบที่จะนำระยะเวลาการครอบครองไปรวมเพื่อให้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น ทั้งยังได้ความต่อมาว่าในปี 2542 โจทก์ได้ยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินและเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกไปทำการรังวัดในที่ดินเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2542 ซึ่งมีเจ้าของที่ดินข้างเคียงมารับรองแนวเขต ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคัดค้าน นอกจากนี้ยังได้ความว่า โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดเพื่อแบ่งกรรมสิทธิ์รวมโดยเปิดเผย ผู้คนในชุมชนรับรู้และอยู่ในวิสัยที่จะรับรู้ได้แต่ไม่มีผู้ใดรวมทั้งจำเลยโต้แย้งแสดงสิทธิในที่ดิน ในทางกลับกันการดำเนินการของโจทก์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์ได้แสดงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินแล้วอันมีผลให้การครอบครองของจำเลยถูกกระทบกระเทือนโต้แย้ง ไม่อาจถือว่าเป็นการครอบครองโดยสงบอีกเช่นเดียวกัน ดังนี้แม้จำเลยจะครอบครองที่ดินพิพาทเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้ว แต่การครอบครองดังกล่าวมิใช่การครอบครองโดยสงบติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี เพราะนับแต่วันที่โจทก์ดำเนินการรังวัดที่ดินจนถึงวันฟ้องยังไม่ถึงสิบปี เช่นนี้ จำเลยย่อมไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10061/2555 นางพรพรรณ ธัญญศิริ โจทก์ นายไสว ผิวขำดี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางพรพรรณ ธัญญศิริ · จำเลย - นายไสว ผิวขำดี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เมทินี ชโลธร · ไชยยงค์ คงจันทร์ · สมยศ เข็มทอง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นางปรียนันท์ กุญเจริญ เดชภิรัตนมงคล · ศาลอุทธรณ์ - นางจรรยา จีระเรืองรัตนา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.269/2553

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9788/2553ฎีกา 945/2537ฎีกา 5473/2548ฎีกา 759/2494ฎีกา 231/2482ฎีกา 1280/2492ฎีกา 107/2493ฎีกา 4415/2528ฎีกา 3081/2527ฎีกา 781/2538ฎีกา 4258/2541ฎีกา 4470/2543ฎีกา 4185/2547ฎีกา 824-825/2511ฎีกา 663/2488ฎีกา 602/2490ฎีกา 546/2532ฎีกา 5007/2540ฎีกา 1077/2532ฎีกา 6663/2538ฎีกา 1348/2508ฎีกา 5252/2550ฎีกา 952/2491ฎีกา 7/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา