⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 11408/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11408/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หนังสือค้ำประกันสินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกันย่อมสิ้นผลหรือลดวงเงินลงตามส่วน หากผู้กู้ได้ชำระหนี้หรือมีหลักประกันเพียงพอจนทำให้สินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกันลดลง.

ย่อคำพิพากษา

สัญญาค้ำประกันมีข้อความระบุว่า โจทก์ตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจริงของสินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกันตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2539 ในวงเงินทั้งสิ้นไม่เกิน 460,000 บาท การค้ำประกันสินเชื่อดังกล่าวหากผู้กู้เบิกใช้ไม่เต็มวงเงินตามสัญญาจนเป็นเหตุให้ไม่มีสินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกัน หรือสินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกันลดลง ให้ถือว่าหนังสือค้ำประกันนี้เป็นอันสิ้นผลโดยทันที หรือให้ถือว่าวงเงินค้ำประกันตามวรรคแรกลดลงตามส่วนตามแต่กรณีไป ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจำนวน 1,000,000 บาท และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองเป็นหลักประกันไว้จำนวน 540,000 บาท ชำระต้นเงินไปแล้วจำนวน 350,000 บาท คงเหลือต้นเงินจำนวน 650,000 บาท สินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกันย่อมลดลงตามส่วนจากยอดต้นเงินคงเหลือจำนวน 650,000 บาท โดยนำหลักประกันที่จดทะเบียนจำนองไว้จำนวน 540,000 บาท มาหักออกจากยอดต้นเงินคงเหลือตามที่สัญญาค้ำประกันระบุไว้เป็นหนี้ที่โจทก์ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเป็นเงินจำนวน 110,000 บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิมาไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 1 ได้ตามจำนวนหนี้ที่สัญญาค้ำประกันกำหนดไว้เป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาค้ำประกันเท่านั้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.693

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 514,128.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 497,071.92 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 497,071.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 19 พฤษภาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 1 พฤศจิกายน 2548) ต้องไม่เกิน 17,057.05 บาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 8,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองต้องร่วมรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์เพียงใด เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ชำระต้นเงินจำนวน 350,000 บาทให้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยไปแล้ว คงเหลือต้นเงินจำนวน 650,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระ แต่โจทก์กลับชำระต้นเงินจำนวน 325,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยถึงวันยื่นคำขอรับค่าประกันชดเชยจำนวน 172,071.92 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 497,071.92 บาทให้แก่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งควบรวมกิจการกับบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยแทนจำเลยที่ 1 โดยทางพิจารณาโจทก์ไม่ได้นำสืบแสดงให้เห็นถึงความเป็นมาเป็นไปเลยว่าเหตุใดโจทก์จึงต้องชำระต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าว นอกจากนี้เมื่อพิจารณาสัญญาค้ำประกันแล้วมีข้อความระบุว่าโจทก์ตกลงค้ำประกันการชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจริงของสินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกันตามสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2539 ในวงเงินทั้งสิ้นไม่เกิน 460,000 บาท การค้ำประกันสินเชื่อดังกล่าวหากผู้กู้เบิกใช้ไม่เต็มวงเงินตามสัญญาจนเป็นเหตุให้ไม่มีสินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกัน หรือสินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกันลดลง ให้ถือว่าหนังสือค้ำประกันนี้เป็นอันสิ้นผลโดยทันที หรือให้ถือว่าวงเงินค้ำประกันตามวรรคแรกลดลงตามส่วนตามแต่กรณีไป ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจำนวน 1,000,000 บาทและจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองเป็นหลักประกันไว้จำนวน 540,000 บาท ชำระต้นเงินไปแล้วจำนวน 350,000 บาท คงเหลือต้นเงินจำนวน 650,000 บาท สินเชื่อส่วนที่ขาดหลักประกันย่อมลดลงตามส่วนจากยอดต้นเงินคงเหลือจำนวน 650,000 บาท โดยนำหลักประกันที่จดทะเบียนจำนองไว้จำนวน 540,000 บาทมาหักออกจากยอดต้นเงินคงเหลือตามที่สัญญาค้ำประกันระบุไว้เป็นหนี้ที่โจทก์ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเป็นเงินจำนวน 110,000 บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิมาไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 1 ได้ตามจำนวนหนี้ที่สัญญาค้ำประกันกำหนดไว้เป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาค้ำประกันเท่านั้น โดยจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11408/2556 บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม โจทก์ นายทิวา ไชยวงศ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม · จำเลย - นายทิวา ไชยวงศ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประยูร ณ ระนอง · ชาติชาย อัครวิบูลย์ · อดิศักดิ์ ปัตรวลี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายพัฒนพงษ์ นวลศรี · ศาลอุทธรณ์ - นายจิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.4089/2554

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5361/2553ฎีกา 3895/2534ฎีกา 1519/2538ฎีกา 557/2528ฎีกา 788/2544ฎีกา 10105/2555ฎีกา 448/2540ฎีกา 402/2518ฎีกา 791/2553ฎีกา 2002/2518ฎีกา 3185/2536ฎีกา 6249/2540ฎีกา 628/2534ฎีกา 2012/2518ฎีกา 1628/2531ฎีกา 4281/2530ฎีกา 4183/2543ฎีกา 605/2485ฎีกา 5369/2549ฎีกา 2240/2568ฎีกา 1876/2551ฎีกา 3554/2554ฎีกา 1195/2559ฎีกา 4008/2567
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา