⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4281/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4281/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบังคับจำนองย่อมครอบไปถึงทรัพย์สินที่จำนองทั้งหมด แม้จะมีการชำระหนี้ไปบางส่วนแล้วก็ตาม เจ้าหนี้จำนองรายอื่นจะขอเฉลี่ยหนี้ได้ก็ต่อเมื่อเจ้าหนี้จำนองรายแรกได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว

ย่อคำพิพากษา

ผู้ร้องเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ส่วนหนึ่งตามสัญญาขายลดตั๋วเงินที่จำเลยที่ 1 ทำกับโจทก์โดยมีการจำนองที่ดินเป็นประกันแม้ว่าผู้ร้องจะชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันให้โจทก์ไปแล้วและได้รับช่วงสิทธิจำนองจากโจทก์ในหนี้จำนวนดังกล่าว แต่ยังมีหนี้ส่วนอื่นที่จำเลยที่ 1 ยังต้องรับผิดชดใช้ให้โจทก์ โจทก์ย่อมจะขอให้บังคับจำนองเพื่อเอาชำระหนี้ได้เพราะจำนองย่อมครอบไปถึงบรรดาทรัพย์ซึ่งจำนองหมดทุกสิ่ง แม้จะได้ชำระหนี้แล้วบางส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 716 ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าเฉลี่ยหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ผู้จำนองในฐานะเจ้าหนี้จำนองในลำดับชั้นเดียวกันกับโจทก์ผู้รับจำนอง ผู้ร้องมีสิทธิเข้าเฉลี่ยหนี้ได้ภายหลังจากโจทก์ผู้รับจำนองได้รับชำระหนี้จำนองครบถ้วนแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.290 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.226 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.693 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.702 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.716

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินที่ค้างชำระจำนวน ๓,๒๔๕,๐๘๓.๓๙ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยให้โจทก์และให้จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์เป็นเงิน ๓๒,๑๗๒.๔๖ บาท พร้อมดอกเบี้ย หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๑ คือที่ดินจำนวน ๓ แปลง ออกขายทอดตลาดชำระหนี้หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยชำระหนี้จนครบ จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดียึดทรัพย์สินที่จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อขายทดตลาด ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นจำเลยที่ ๒ ได้ชำระหนี้แก่โจทก์แทนจำเลยที่ ๑ แล้ว ฟ้องจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาค้ำประกัน ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ ๑ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๑๘๖๕/๒๕๒๘ ของศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้เงินจำนวน ๖๔๘,๙๑๗.๘๑ บาท ให้ผู้ร้องพร้อมด้วยดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนองดังกล่าวขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ตามอัตราส่วนหนี้จำนองทั้งหมดผู้ร้องเป็นผู้รับช่วงสิทธิเจ้าหนี้ผู้รับจำนองจากโจทก์ และอยู่ในฐานะเจ้าหนี้จำนองชั้นเดียวกับโจทก์ จำเลยที่ ๑ ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่จะบังคับชำระหนี้ได้ ขอให้ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินหรือเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ โจทก์คัดค้านว่าผู้ร้องไม่ได้รับช่วงสิทธิจำนองจากโจทก์ ผู้ร้องเพียงมีสิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยที่ ๑ ในจำนวนเงินที่ผู้ร้องชำระหนี้แทนจำเลยที่ ๑ ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย ผู้ร้องยังต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ ใช้หนี้แก่โจทก์อยู่อีกตามคำพิพากษาคดีนี้โจทก์จึงมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์จำนองจนครบถ้วนก่อนผู้ร้อง หากผู้ร้องจะได้รับช่วงสิทธิจำนองจากโจทก์ก็เป็นจำนวนเพียง ๕๖๑,๔๑๗.๘๑ บาทเท่านั้น ผู้ร้องและโจทก์แถลงรับกันว่าหนี้ของผู้ร้องที่เกี่ยวกับการค้ำประกันมีจำนวนเพียง ๕๖๑,๔๑๗.๘๑ บาท ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้ให้โจทก์แทนจำเลยที่ ๑ไปแล้วเป็นเงิน ๕๖๑,๔๑๗.๘๑ บาท ผู้ร้องยอมเข้ารับช่วงสิทธิจำนองเท่าจำนวนเงินดังกล่าวจากโจทก์เพื่อบังคังเอากับทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๑ ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๓ แต่การรับช่วงสิทธิดังกล่าวของผู้ร้องเกิดขึ้นภายหลังจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนจำนองไว้กับโจทก์ สิทธิจำนองที่ผู้ร้องได้รับช่วงสิทธิมาจึงอยู่ลำดับหลังสิทธิจำนองของโจทก์ตามนัยมาตรา ๗๓๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีคำสั่งให้ผู้ร้องมีสิทธิเข้าเฉลี่ยในทรัพย์สินหรือเงินที่ได้มาจากการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์จำนองในฐานะเจ้าหนี้จำนองจำนวน ๕๖๑,๔๑๗.๘๑ บาท โดยให้ได้รับชำระหนี้หลังจากโจทก์ได้รับชำระหนี้จำนองแล้ว ส่วนหนี้ที่เหลือให้ผู้ร้องมีสิทธิเข้าเฉลี่ยได้ภายหลังจากที่ได้มีการชำระหนี้จำนองครบถ้วนแล้ว ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้ร้องชำระหนี้ให้โจทก์แทนจำเลยที่ ๑ ไม่ครบถ้วนตามจำนวนที่ผู้ร้องได้ค้ำประกันไว้และผู้ร้องยังต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์อยู่อีกเป็นเงิน ๓๒,๑๗๒.๔๖ บาท ไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องในฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิในหนี้จำนองทั้งหมดในลำดับเดียวกับโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๐ วรรคสองพิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นเพียงผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินที่จำเลยที่ ๑ ได้ทำกับโจทก์โดยมีการจำนองที่ดินเป็นประกันเพื่อชำระหนี้ตามสัญญา แม้ว่าผู้ร้องจะได้ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันให้โจทก์ไปแล้วและผู้ร้องจะได้รับช่วงสิทธิจำนองจากโจทก์ในหนี้จำนวนดังกล่าว แต่ยังมีหนี้ส่วนอื่นคือหนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยที่ ๑ ยังต้องรับผิดชดใช้ให้โจทก์ซึ่งโจทก์ย่อมจะขอให้บังคับจำนองเพื่อเอาชำระหนี้ได้ เพราะจำเลยย่อมครอบไปถึงบรรดาทรัพย์ซึ่งจำนองหมดทุกสิ่ง แม้จะได้ชำระหนี้แล้วบางส่วน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๗๑๖ ดังนี้ ผู้ร้องผู้รับช่วงสิทธิจำนองจากโจทก์เนื่องจากการชำระหนี้ส่วนหนึ่งของจำเลยที่ ๑ ให้โจทก์ จึงไม่อาจเข้าเฉลี่ยหนี้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๑ ผู้จำนองในฐานะเจ้าหนี้จำนองในลำดับเดียวกันกับโจทก์ผู้รับจำนองได้พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4281/2530 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด โจทก์ นายกัมพล กิจวิเชียรชัย ผู้ร้อง นางสาวไพรศรี วงศ์สุข กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด · ผู้ร้อง - นายกัมพล กิจวิเชียรชัย · จำเลย - นางสาวไพรศรี วงศ์สุข กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ · สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์ · จำนง นิยมวิภาต
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสุวรรณ ตระการพันธุ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายยงยุทธ ธารีสาร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1145/2494ฎีกา 1099/2550ฎีกา 609/2526ฎีกา 5361/2553ฎีกา 1536/2500ฎีกา 3808/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1990/2519ฎีกา 1623/2537ฎีกา 1776/2512ฎีกา 7913/2551ฎีกา 963-965/2510ฎีกา 6300/2552ฎีกา 230/2501ฎีกา 1882/2518ฎีกา 1065/2505ฎีกา 5449/2531ฎีกา 5423/2553ฎีกา 3267/2540ฎีกา 591/2513ฎีกา 2842/2549ฎีกา 462/2507ฎีกา 805/2506ฎีกา 1492/2524
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา