⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5477/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5477/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้ฝากตกลงให้นำเงินฝากในบัญชีเป็นประกันหนี้ ผู้ฝากเพียงตกลงว่าจะไม่ถอนเงินไป และยอมให้ผู้รับประกันหักเงินฝากมาชำระหนี้ได้เท่านั้น ไม่ใช่การจำนำสังหาริมทรัพย์ หากผู้รับประกันยังไม่ได้ชำระหนี้แทนผู้ก่อหนี้ ผู้รับประกันจึงไม่มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากเงินฝากดังกล่าว.

ย่อคำพิพากษา

ธนาคารผู้ร้องค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งซื้อเชื่อสินค้าจากโจทก์ในวงเงิน 50,000 บาท โดยมีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 1 ได้มอบสมุดคู่ฝากประจำจำนวนเงิน 50,000 บาท ที่ฝากไว้กับธนาคารผู้ร้องและสลักหลังจำนำเงินฝากตามสมุดคู่ฝากดังกล่าวต่อผู้ร้องด้วย แม้ผู้ร้องได้ยินยอมให้นำเงินฝากดังกล่าวเป็นประกันความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้ร้องค้ำประกันจำเลยที่ 1 แต่เงินฝากดังกล่าวย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องมาตั้งแต่มีการฝากเงิน จำเลยที่ 1 ผู้ฝากคงมีสิทธิที่จะถอนเงินที่ฝากไปได้ผู้ร้องมีหน้าที่ต้องคืนเงินให้ครบจำนวนที่ขอถอนเท่านั้น จึงไม่ใช่การส่งมอบสังหาริมทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ให้แก่ผู้ร้องตามลักษณะจำนำแต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 1 ตกลงนำเงินฝากในสมุดคู่ฝากประจำมาค้ำประกันต่อผู้ร้องเป็นเพียงแต่ตกลงว่าจะไม่ถอนเงินไปจากบัญชี และหากจำเลยที่ 1 มีหนี้ค้างชำระอยู่เท่าไร จำเลยที่ 1 ยอมให้ธนาคารผู้ร้องหักเงินฝากมาชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้เสร็จสิ้นไปทันที ข้อตกลงระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 คงเป็นการฝากเงินเพื่อประกันหนี้เท่านั้น ไม่ใช่การจำนำ ทั้งข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันไปแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากเงินฝากที่ผู้ร้องได้นำส่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่โจทก์ได้ขออายัดไว้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.287 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.672 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.680 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.693 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.747

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์ 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย คดีถึงที่สุดจำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงขอให้ศาลดำเนินการบังคับคดีเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดเงินฝากในบัญชีของจำเลยที่ 1จำนวน 50,000 บาท ไปยังผู้ร้อง และให้ผู้ร้องส่งเงินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องได้นำเงินดังกล่าวส่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้จำนำได้รับเงินที่อายัดก่อนโจทก์ และได้รับเงินดังกล่าวคืนไปจากศาล ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า ตามคำร้องของผู้ร้องไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ที่จะร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ตามกฎหมายให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องขอกันส่วนของผู้ร้องฟังได้ว่า ผู้ร้องได้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ซึ่งซื้อเชื่อสินค้าจากโจทก์ในวงเงิน 50,000 บาท มีกำหนด 12 เดือน โดยมีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 1 ได้มอบสมุดคู่ฝากเงินฝากประจำจำนวนเงิน 50,000 บาทที่ฝากไว้กับธนาคารผู้ร้อง จำนำไว้เป็นประกันการค้ำประกันของผู้ร้องนอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังได้ทำบันทึกสลักหลังการจำนำสมุดคู่ฝากเงินฝากประจำดังกล่าวต่อผู้ร้องด้วย มีปัญหาว่าข้อตกลงระหว่างผู้ร้องและจำเลยที่ 1 เข้าลักษณะเป็นการจำนำที่ทำให้ผู้ร้องมีบุริมสิทธิ์ที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนโจทก์และขอรับเงินคืนได้หรือไม่เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 747 ในการจำนำผู้จำนำจะต้องส่งมอบสังหาริมทรัพย์สิ่งหนึ่งให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้รับจำนำเพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้ คดีนี้แม้ผู้ร้องได้ยินยอมให้นำเงินจำนวน 50,000 บาท ที่ฝากไว้ตามสมุดคู่ฝากประจำของธนาคารผู้ร้องเป็นประกันหนี้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้ร้องได้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 แต่เงินฝากประจำจำนวน 50,000 บาทที่จำเลยที่ 1 ฝากไว้กับธนาคารผู้ร้องนั้นย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องมาตั้งแต่มีการฝากเงิน จำเลยที่ 1 ผู้ฝากคงมีสิทธิที่จะถอนเงินที่ฝากไปได้ ผู้ร้องคงมีหน้าที่ต้องคืนเงินให้ครบจำนวนที่ขอถอนเท่านั้น จึงไม่ใช่การส่งมอบสังหาริมทรัพย์ของจำเลยที่ 1ให้แก่ผู้ร้องตามลักษณะจำนำแต่อย่างใด นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 1ตกลงนำเงินฝากในสมุดคู่ฝากประจำมาค้ำประกันต่อผู้ร้อง ก็เพียงแต่ตกลงว่าจะไม่ถอนเงินไปจากบัญชีและหากจำเลยที่ 1 มีหนี้ค้างชำระอยู่เท่าไร จำเลยที่ 1 ยอมให้ธนาคารผู้ร้องหักเงินฝากมาชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้เสร็จสิ้นได้ทันที ข้อตกลงระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 คงเป็นการฝากเงินเพื่อประกันหนี้เท่านั้น หาใช่การจำนำไม่ทั้งข้อเท็จจริงตามคำร้องก็ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องได้ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันไปแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากเงินดังกล่าว พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5477/2534 บริษัท เอฟ.อี.ซิลลิค ( กรุงเทพ ฯ ) จำกัด โจทก์ ธนาคาร กรุงไทย จำกัด ผู้ร้อง ห้างหุ้นส่วนจำกัด นเรศยนตร การ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท เอฟ.อี.ซิลลิค ( กรุงเทพ ฯ ) จำกัด · ผู้ร้อง - ธนาคาร กรุงไทย จำกัด · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด นเรศยนตร การ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประคนธ์ พันธุ์วิชาติกุล · สวิน อักขรายุธ · ชาติศักดิ์ ธรรมศักดิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6306/2551ฎีกา 770/2535ฎีกา 4244/2539ฎีกา 4677/2549ฎีกา 5361/2553ฎีกา 2115/2524ฎีกา 552/2548ฎีกา 1800/2511ฎีกา 795/2545ฎีกา 1776/2512ฎีกา 5531/2534ฎีกา 181/2512ฎีกา 2451/2548ฎีกา 3219/2534ฎีกา 7913/2551ฎีกา 3745/2530ฎีกา 978/2510ฎีกา 1111/2512ฎีกา 2195/2533ฎีกา 979/2501ฎีกา 6683/2545ฎีกา 1413/2508ฎีกา 541/2509ฎีกา 2116/2565
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา