คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2451/2548
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าของรวมได้ตกลงแบ่งแยกการครอบครองทรัพย์สินที่กรรมสิทธิ์รวมกันก่อนมีการบังคับคดี ย่อมผูกพันเจ้าของรวมนั้น และเจ้าหนี้สามัญของเจ้าของรวมมีสิทธิบังคับคดีได้เพียงเท่าที่ลูกหนี้มีสิทธิในทรัพย์สินนั้นเท่านั้น ไม่มีสิทธิบังคับเอาส่วนของเจ้าของรวมคนอื่นที่ได้แบ่งแยกการครอบครองไปแล้ว
ย่อคำพิพากษา
เมื่อผู้ร้องและจำเลยได้ตกลงแบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยกับผู้ร้องก่อนมีการบังคับคดีแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยและผู้ร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 โจทก์ซึ่งเป็นเพียงเจ้าหนี้สามัญจึงมีสิทธิบังคับคดีได้เท่าที่จำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทเท่านั้น ไม่มีสิทธิเอาที่ดินส่วนของผู้ร้องมาขายทอดตลาดได้ ถือได้ว่าผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมีสิทธิอื่น ๆ อันอาจร้องขอให้บังคับเหนือที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย ซึ่งการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของผู้ร้อง ผู้ร้องย่อมมีสิทธิขอให้กันที่ดินส่วนที่ผู้ร้องครอบครองก่อนนำที่ดินพิพาททั้งแปลงออกขายทอดตลาดได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9359 ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9359 รวมกับจำเลยโดยผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์หนึ่งในสามส่วนและได้แบ่งการครอบครองเป็นส่วนสัด ขอให้กันที่ดินส่วนของผู้ร้องก่อนออกขายทอดตลาดหนึ่งในสาม
โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้กันที่ดินส่วนของผู้ร้องตามโฉนดเลขที่ 9359 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออก 1 ใน 3 ส่วน
โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทที่โจทก์นำยึดขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา เป็นที่ดินที่จำเลยและผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์รวมกันโดยจำเลยถือกรรมสิทธิ์ 2 ใน 3 ส่วน ผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 3 ส่วน ผู้ร้องและจำเลยได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินดังกล่าวเป็นส่วนสัด ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอให้กันที่ดินส่วนที่ผู้ร้องครอบครองก่อนนำที่ดินพิพาททั้งแปลงออกขายทอดตลาดหรือไม่ เห็นว่า เมื่อผู้ร้องและจำเลยได้ตกลงแบ่งแยกการครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยกับผู้ร้องก่อนที่จะมีการบังคับคดีแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยและผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 โจทก์ซึ่งเป็นเพียงเจ้าหนี้สามัญจึงมีสิทธิบังคับคดีได้เท่าที่จำเลยมีสิทธิในที่ดินดังกล่าว ไม่มีสิทธิเอาที่ดินส่วนของผู้ร้องมาขายทอดตลาดได้ ถือได้ว่าผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมีสิทธิอื่น ๆ อันอาจร้องขอให้บังคับเหนือที่ดินนั้นได้ตามกฎหมายซึ่งการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของผู้ร้อง ผู้ร้องย่อมมีสิทธิขอให้กันที่ดินส่วนที่ผู้ร้องครอบครองก่อนนำที่ดินพิพาททั้งแปลงออกขายทอดตลาดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในชั้นขอกันส่วนโดยมิได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้นไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นขอกันส่วนในศาลชั้นต้นและชั้นนี้ให้เป็นพับ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2451/2548
นายจันทร์ เทพกัญญา โจทก์
นายศรีลา หินแก้ว ผู้ร้อง
นายสุริยัน หินแก้ว จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายจันทร์ เทพกัญญา · ผู้ร้อง - นายศรีลา หินแก้ว · จำเลย - นายสุริยัน หินแก้ว |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | มนตรี ยอดปัญญา · วิบูลย์ มีอาสา · ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์ |
| แหล่งที่มา | สำนักวิชาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ