⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 21074/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21074/2556

ป.พ.พ. ม.438, 880, 889 · พ.ร.บ.ประกันชีวิต ม.5, 19

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
บริษัทประกันชีวิตที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามกฎหมาย ไม่อาจประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยได้ การจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามสัญญาประกันสุขภาพจึงเป็นการปฏิบัติตามสัญญาประกันชีวิต ไม่เป็นการเข้ารับช่วงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้กระทำละเมิด.

ย่อคำพิพากษา

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า สัญญาประกันสุขภาพของโจทก์ไม่เป็นการประกันชีวิตตาม ป.พ.พ. มาตรา 889 แต่เป็นการประกันวินาศภัยอย่างหนึ่ง เมื่อบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด จ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนโจทก์ไป ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของโจทก์เรียกร้องจากจำเลยทั้งสามได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลในส่วนที่บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด ได้จ่ายไปแทนจากจำเลยทั้งสามซ้ำซ้อนอีกนั้น ไม่ชอบเนื่องจากตาม พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 5 บัญญัติว่า ในพระราชบัญญัตินี้ บริษัท หมายความว่า บริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามพระราชบัญญัตินี้ และหมายความรวมถึง สาขาของบริษัทประกันชีวิตต่างประเทศที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตในราชอาณาจักรตาม พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 19 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจว่า "ประกันชีวิต" หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกัน นอกจากบุคคลดังต่อไปนี้ (1) บริษัทและมาตรา ๓๓ บัญญัติว่า ห้ามมิให้บริษัทกระทำการดังต่อไปนี้ (1) ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย ดังนั้น บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด จึงไม่อาจประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยได้ การที่บริษัทดังกล่าวจ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนโจทก์ จึงฟังได้ว่าเป็นการจ่ายตามข้อตกลงในสัญญาประกันสุขภาพอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประกันชีวิตซึ่งเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับจากบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด ตามสัญญา โดยไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยทั้งสามผู้ต้องรับผิดฐานละเมิด โจทก์จึงยังคงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้จากจำเลยทั้งสามได้อีก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.438 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.880 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.889 พระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 ม.5 พระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 ม.19

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.438 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.880 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.889 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,912,618.71 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,821,541.63 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,364,103.96 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน1,299,146.63 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552) จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน1,469,103.96 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน1,399,146.63 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสามให้การในทำนองเดียวกันว่า ค่าเสียหายสูงเกินส่วนมิได้ให้การชัดแจ้งว่าสูงเกินส่วนอย่างไรด้วยเหตุผลใด เป็นการยอมรับค่าเสียหายตามฟ้องโจทก์จึงไม่ต้องนำสืบในค่ารักษาพยาบาลที่บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด จ่ายไปตามสัญญาประกันสุขภาพ ตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่าค่าเสียหายสูงเกินส่วน แม้จะไม่ได้อ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่าสูงเกินส่วนอย่างไร ก็ถือว่าจำเลยทั้งสามปฏิเสธจำนวนค่าเสียหายตามฟ้องแล้ว จึงเป็นประเด็นข้อพิพาทที่โจทก์มีภาระการพิสูจน์ แต่อย่างไรก็ตามการกำหนดค่าเสียหายในกรณีละเมิดนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ดังนั้น จึงเป็นดุลพินิจที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7จะรับวินิจฉัยให้ตามบทกฎหมายดังกล่าว แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า สัญญาประกันสุขภาพของโจทก์ ไม่เป็นการประกันชีวิตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 889 แต่เป็นการประกันวินาศภัยอย่างหนึ่ง เมื่อบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด จ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนโจทก์ไป ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของโจทก์เรียกร้องจากจำเลยทั้งสามได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลในส่วนที่บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด ได้จ่ายไปแทนจากจำเลยทั้งสามซ้ำซ้อนอีกนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 5 บัญญัติว่า ในพระราชบัญญัตินี้ บริษัท หมายความว่าบริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามพระราชบัญญัตินี้ และหมายความรวมถึงสาขาของบริษัทประกันชีวิตต่างประเทศที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตในราชอาณาจักรตามบทบัญญัตินี้ด้วย มาตรา 19 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อในธุรกิจว่า "ประกันชีวิต" หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกัน นอกจากบุคคลดังต่อไปนี้ (1) บริษัท และมาตรา 33 บัญญัติว่า ห้ามมิให้บริษัทกระทำการดังต่อไปนี้ (1) ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย ดังนั้น บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด จึงไม่อาจประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยได้ การที่บริษัทดังกล่าวจ่ายค่ารักษาพยาบาลแทนโจทก์ จึงฟังได้ว่าเป็นการจ่ายตามข้อตกลงในสัญญาประกันสุขภาพอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประกันชีวิตซึ่งเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะได้รับจากบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด ตามสัญญา โดยไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยทั้งสามผู้ต้องรับผิดฐานละเมิด โจทก์จึงยังคงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้จากจำเลยทั้งสามได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลส่วนนี้จากจำเลยทั้งสาม ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเมื่อโจทก์มีหลักฐาน มานำสืบแสดงยืนยันว่ามีการรักษาพยาบาลของโจทก์ในส่วนนี้จริง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระเงินจำนวน 210,700 บาท ตามเอกสารดังกล่าวให้แก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยมิได้กล่าวด้วยว่า นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่สั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เป็นอันเพิกถอนไป เป็นการสั่งเกี่ยวกับเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,679,803.96 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,609,846.63 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2552) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21074/2556 นายอดุลย์กิตติ์ ทองทิพย์ โจทก์ นายมงคล แสงเพ็ง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายอดุลย์กิตติ์ ทองทิพย์ · จำเลย - นายมงคล แสงเพ็ง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปดารณี ลัดพลี · แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ · พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสมุทรสาคร - นางสาวศิริพร นันท์พฤมิตร · ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2600/2554

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1913/2520ฎีกา 1479/2542ฎีกา 481/2526ฎีกา 3023/2533ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3208/2528ฎีกา 793/2546ฎีกา 2501/2526ฎีกา 2335/2551ฎีกา 3760/2533ฎีกา 7200/2558ฎีกา 464/2567ฎีกา 4192/2536ฎีกา 616-617/2518ฎีกา 6164/2533ฎีกา 8358/2538ฎีกา 1145/2512ฎีกา 283/2536ฎีกา 1660/2518ฎีกา 2738/2554ฎีกา 2499/2524ฎีกา 1211/2518ฎีกา 588/2557
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา