⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1308/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1308/2557

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
บุตรตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง (3) หมายถึงบุตรตามความเป็นจริง โดยไม่จำเป็นต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย การยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนภายใน 180 วันตามมาตรา 49 เป็นเพียงกำหนดระยะเวลาเร่งรัด ไม่ใช่บทบัญญัติตัดสิทธิ หากยื่นเกินกำหนดก็ยังมีสิทธิได้รับเงินทดแทน.

ย่อคำพิพากษา

พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากนายจ้างคือ (3) บุตรที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เว้นแต่เมื่อมีอายุครบ 18 ปี แต่ยังศึกษาอยู่ในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรีให้ได้รับส่วนแบ่งเงินทดแทนต่อไปตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ เป็นบทบัญญัติที่ถือเอาอายุและการศึกษาเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน ไม่ได้บัญญัติว่าต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย บุตรตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (3) จึงต้องถือเอาความเป็นบุตรตามความเป็นจริง มาตรา 49 บัญญัติให้ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือสูญหาย แต่ไม่ได้บัญญัติว่าหากไม่ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนภายในกำหนดเวลาดังกล่าวจะมีผลทำให้สิทธิที่จะได้รับเงินทดแทนระงับสิ้นไป ระยะเวลาการยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนภายใน 180 วัน จึงเป็นเพียงกำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ใช้สิทธิโดยเร็วเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติตัดสิทธิ ดังนั้นแม้โจทก์ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนเกิน 180 วัน นับแต่วันที่ผู้ตายประสบอันตรายโจทก์ก็ยังมีสิทธิได้รับเงินทดแทน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ม.20 พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ม.49

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 249/2548 ลงวันที่ 23 กันยายน 2548 ให้ขยายหรือเลื่อนเวลายื่นคำร้องเรียกเงินทดแทน และให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนอัตราร้อยละหกสิบของค่าจ้างเดือนสุดท้ายเป็นเวลาแปดปีเป็นเงิน 855,000 บาท และค่าทำศพอีกเป็นเงิน 17,000 บาท รวมเป็นเงิน 872,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2547 ซึ่งเป็นวันที่ทวงถามจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 249/2548 ลงวันที่ 23 กันยายน 2548 และให้จำเลยจ่ายเงินทดแทนและเงินค่าทำศพรวมเป็นเงิน 506,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นบุตรของนายศุภกิจ ผู้ตาย กับนางสาวประนอม ตามที่แจ้งในสูติบัตร ต่อมาวันที่ 22 ธันวาคม 2546 ศาลจังหวัดพิษณุโลกแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งว่าโจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายเป็นลูกจ้างของนายวีรยุทธ และนางอรุณรัตน์ ตำแหน่งพนักงานขับรถบรรทุกสิบล้อ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 8,500 บาท เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2545 เวลาประมาณ 5 นาฬิกา ขณะที่ผู้ตายกำลังคลายนอตล้อหน้าด้านซ้ายตามคำสั่งของนายวีรยุทธ เนื่องจากรถบรรทุกที่ผู้ตายขับยางล้อหน้าด้านซ้ายแตก มีรถบรรทุกพ่วงชนท้ายรถบรรทุกคันที่ผู้ตายขับเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย หลังเกิดเหตุนางสาวประนอมได้รับแจ้งจากนายจ้างของผู้ตายว่าไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนเพราะไม่ได้ขึ้นทะเบียนผู้ตายเป็นลูกจ้างและไม่ได้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทน วันที่ 28 ธันวาคม 2547 พันตำรวจโทเชื้อ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอโนนสูงแจ้งโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทน นางสาวประนอมจึงยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครราชสีมาส่งเรื่องต่อไปให้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดยโสธรดำเนินการเนื่องจากนายจ้างมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดยโสธร สำนักงานประกันสังคมจังหวัดยโสธรให้นายจ้างของผู้ตายขึ้นทะเบียนว่าผู้ตายเป็นลูกจ้างและให้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนย้อนหลัง ต่อมาสำนักงานประกันสังคมจังหวัดยโสธรมีคำวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนเนื่องจากยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนเกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประสบอันตรายและไม่มีเหตุจำเป็นที่จะให้ขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลาออกไป นางสาวประนอมอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดยโสธร นางสาวประนอมทราบคำสั่งคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2548 แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์เป็นบุตรที่แท้จริงของผู้ตาย มีสิทธิขอรับเงินทดแทนได้ ส่วนการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนล่าช้ามิได้เกิดจากการละเลยเพิกเฉยหรือจงใจไม่ไปยื่นคำร้องภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย แต่เป็นกรณีมีเหตุผลสมควรหรือมีความจำเป็นโดยแท้ ถือว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนภายในกำหนดแล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่าโจทก์ซึ่งมิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนในกรณีนายศุภกิจซึ่งเป็นลูกจ้างประสบอันตรายถึงแก่ความตายหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายหรือสูญหาย ให้บุคคลดังต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากนายจ้าง...(3) บุตรมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี เว้นแต่เมื่ออายุครบสิบแปดปีและยังศึกษาอยู่ในระดับที่ไม่สูงกว่าปริญญาตรี ให้ได้รับส่วนแบ่งไปตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่" เป็นบทบัญญัติที่ถือว่าเอาอายุและการศึกษาเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน ไม่ได้บัญญัติว่าต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย บุตรตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (3) จึงต้องถือเอาความเป็นบุตรตามความเป็นจริง เมื่อโจทก์เป็นบุตรตามความเป็นจริงของผู้ตายจึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (3) อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่าเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนกรณีลูกจ้างประสบอันตรายเกินกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 49 โจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนหรือไม่ และมีเหตุเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนต่อสำนักงานประกันสังคมเกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ประสบอันตรายโดยเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมมิได้ขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลายื่นคำร้องออกไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนและไม่มีสิทธิขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน เห็นว่า มาตรา 49 บัญญัติให้ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือสูญหาย แต่ไม่ได้บัญญัติว่าหากไม่ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนภายในกำหนดเวลาดังกล่าวจะมีผลทำให้สิทธิที่จะได้รับเงินทดแทนระงับสิ้นไป ระยะเวลาการยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันจึงเป็นเพียงกำหนดระยะเวลาเร่งรัดให้ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ใช้สิทธิโดยเร็วเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติตัดสิทธิ ดังนั้นแม้โจทก์ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนเกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ผู้ตายประสบอันตรายโจทก์ก็ยังมีสิทธิได้รับเงินทดแทน กรณีมีเหตุเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1308/2557 เด็กหญิงสุวรรณา โดยนางสาวประนอม ผู้แทนโดยชอบธรรม โจทก์ สำนักงานประกันสังคม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - เด็กหญิงสุวรรณา โดยนางสาวประนอมผู้แทนโดยชอบธรรม · จำเลย - สำนักงานประกันสังคม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไสลเกษ วัฒนพันธุ์ · นิยุต สุภัทรพาหิรผล · ธีระพงศ์ จิระภาค
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายพงศ์วริศ มั่นพัฒนสันต์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำร.1233/2549

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3922/2546ฎีกา 4634/2539ฎีกา 1683/2539ฎีกา 867/2548ฎีกา 1305/2557ฎีกา 15972/2557ฎีกา 9195/2544ฎีกา 11837-11838/2556ฎีกา 7785/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา