คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15717/2557
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ต้องมีองค์ประกอบครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งการกระทำต่องานอันมีลิขสิทธิ์ที่กฎหมายให้ความคุ้มครอง อยู่ในอายุการคุ้มครอง และการกระทำนั้นต้องเป็นการทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ หรือให้เช่าโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อการค้าหรือหากำไร
ย่อคำพิพากษา
ความผิดฐานทำซ้ำหรือดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อการค้า และฐานให้เช่า เสนอให้เช่า งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อหากำไรและเพื่อการค้าตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27, 28, 31, 69 และ 70 ซึ่งมีองค์ประกอบความผิดในส่วนของการกระทำคือ มีการทำซ้ำหรือดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อการค้า และการให้เช่า เสนอให้เช่า เผยแพร่ต่อสาธารณชน หรือแจกจ่ายในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์โดยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น และได้กระทำแก่งานนั้นเพื่อหากำไรและเพื่อการค้า ซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นนั้นต้องเป็นงานสร้างสรรค์ที่กฎหมายลิขสิทธิ์ให้ความคุ้มครอง กล่าวคือ ต้องเป็นงานที่กฎหมายลิขสิทธิ์รับรองว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ ตามมาตรา 6 และมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ต้องเป็นไปตามวิธีการที่กฎหมายกำหนด เช่น ได้มาโดยการสร้างสรรค์งานเองตามมาตรา 6 หรือได้มาโดยการรับโอนลิขสิทธิ์ตามมาตรา 17 ทั้งยังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของการได้มาที่กฎหมายกำหนดในมาตรา 8 นอกจากนี้ งานอันมีลิขสิทธิ์นั้นต้องอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามกฎหมายเพราะลิขสิทธิ์เป็นสิทธิที่มีจำกัดเวลาให้ได้รับความคุ้มครองอยู่ภายในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น หลังจากพ้นกำหนดอายุการคุ้มครองแล้ว งานอันมีลิขสิทธิ์จะตกเป็นสมบัติสาธารณะที่สาธารณชนสามารถใช้ประโยชน์จากงานนั้นได้ ฉะนั้นหลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของงานสร้างสรรค์ที่จะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าวจึงเป็นองค์ประกอบความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ที่เป็นสาระสำคัญ
โจทก์บรรยายฟ้องว่าผู้สร้างสรรค์เป็นบุคคลธรรมดา การที่จะรู้ว่างานสร้างสรรค์ใดยังอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์อยู่หรือไม่ ก็ย่อมต้องรู้ว่าผู้สร้างสรรค์ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่หรืองานสร้างสรรค์นั้นมีการโฆษณางานครั้งแรกเมื่อใด เนื่องจากมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 21 และมาตรา 22 ลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย และมาตรา 19 วรรคสาม บัญญัติว่า ถ้าผู้สร้างสรรค์... ถึงแก่ความตายก่อนที่ได้มีการโฆษณางานนั้น ให้ลิขสิทธิ์ดังกล่าวมีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก ดังนั้นการบรรยายในคำฟ้องว่างานที่บุคคลธรรมดาเป็นผู้สร้างสรรค์ ผู้สร้างสรรค์ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่หรือถึงแก่ความตายเมื่อใด หรือมีการโฆษณางานครั้งแรกเมื่อใด จึงเป็นส่วนสาระสำคัญ มิใช่เป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อย และไม่อาจจะนำเอาข้อสันนิษฐานต่าง ๆ หรืออนุมานเอาเอง เมื่อคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายให้ปรากฏว่าผู้สร้างสรรค์ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หรือผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายเมื่อใด หรือบรรยายให้ปรากฏถึงวันเวลาที่ได้มีการโฆษณางานดังกล่าวเป็นครั้งแรกไว้อย่างชัดแจ้ง จึงย่อมเป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด อันเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม.26 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม.19 คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 15, 17, 27, 28, 31, 69, 70, 74, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จ่ายค่าปรับที่จำเลยทั้งสามต้องชำระตามคำพิพากษากึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้นัดไต่สวนมูลฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่รับฟ้อง
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้งดไต่สวนมูลฟ้อง และเห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าฟ้องของโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) บัญญัติว่า ฟ้องต้องมีการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานทำซ้ำหรือดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อการค้า และฐานให้เช่า เสนอให้เช่างานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อหากำไรและเพื่อการค้า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27, 28, 31, 69 และ 70 ซึ่งมีองค์ประกอบความผิดในส่วนของการกระทำคือ มีการทำซ้ำหรือดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อการค้า และการให้เช่า เสนอให้เช่า เผยแพร่ต่อสาธารณชนหรือแจกจ่ายในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์โดยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น และได้กระทำแก่งานนั้นเพื่อหากำไรและเพื่อการค้า ซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นต้องเป็นงานสร้างสรรค์ที่กฎหมายลิขสิทธิ์ให้ความคุ้มครอง กล่าวคือ ต้องเป็นงานที่กฎหมายลิขสิทธิ์รับรองว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ตามมาตรา 6 และมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ต้องเป็นไปตามวิธีการที่กฎหมายกำหนด เช่น ได้มาโดยการสร้างสรรค์งานเองตามมาตรา 6 หรือได้มาโดยการรับโอนลิขสิทธิ์ตามมาตรา 17 ทั้งยังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของการได้มาที่กฎหมายกำหนดในมาตรา 8 นอกจากนี้ งานอันมีลิขสิทธิ์นั้นต้องอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามกฎหมายเพราะลิขสิทธิ์เป็นสิทธิที่มีจำกัดเวลาให้ได้รับความคุ้มครองอยู่ภายในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น หลังจากพ้นกำหนดอายุการคุ้มครองแล้ว งานอันมีลิขสิทธิ์จะตกเป็นสมบัติสาธารณะที่สาธารณชนสามารถใช้ประโยชน์จากงานนั้นได้ ฉะนั้นหลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของงานสร้างสรรค์ที่จะเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าวมาจึงเป็นองค์ประกอบความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ที่เป็นสาระสำคัญ ในส่วนขององค์ประกอบความผิดที่ว่างานอันมีลิขสิทธิ์ต้องอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามกฎหมายนั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่าผู้สร้างสรรค์เป็นบุคคลธรรมดา การที่จะรู้ว่างานสร้างสรรค์ใดยังอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์อยู่หรือไม่ ก็ย่อมต้องรู้ว่าผู้สร้างสรรค์ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่หรืองานสร้างสรรค์นั้นมีการโฆษณางานครั้งแรกเมื่อใด เนื่องจากมาตรา 19 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 21 และมาตรา 22 ลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ให้มีอยู่ตลอดอายุของ ผู้สร้างสรรค์ และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายและมาตรา 19 วรรคสาม บัญญัติว่า ถ้าผู้สร้างสรรค์...ถึงแก่ความตายก่อนที่ได้มีการโฆษณางานนั้น ให้ลิขสิทธิ์ดังกล่าวมีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก ดังนั้นการบรรยายในคำฟ้องว่างานที่บุคคลธรรมดาเป็นผู้สร้างสรรค์ ผู้สร้างสรรค์ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่หรือถึงแก่ความตายเมื่อใด หรือมีการโฆษณางานครั้งแรกเมื่อใด จึงเป็นส่วนสาระสำคัญ มิใช่รายละเอียดเล็กน้อย และไม่อาจจะนำเอาข้อสันนิษฐานต่าง ๆ หรืออนุมานเอาเองดังที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์แต่อย่างใด เมื่อคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายให้ปรากฏว่าผู้สร้างสรรค์ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หรือผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตายเมื่อใด หรือบรรยายให้ปรากฏถึงวันเวลาที่ได้มีการโฆษณางานดังกล่าวเป็นครั้งแรกไว้อย่างชัดแจ้ง จึงย่อมเป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด อันเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุว่าฟ้องของโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดเนื่องจากไม่บรรยายว่ามีการสร้างสรรค์งานหรือมีการโฆษณางานเมื่อใด จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15717/2557
บริษัทเสียงสยามแผ่นเสียง - เทป จำกัด โจทก์
บริษัทเอส.ดี.พัฒนา จำกัด กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัทเสียงสยามแผ่นเสียง - เทป จำกัด · จำเลย - บริษัทเอส.ดี.พัฒนา จำกัด กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร · นวลน้อย ผลทวี · ปริญญา ดีผดุง |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายสุธี ปิ่นนิกร |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | ทก.(อ)83/2557 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา