⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2818/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2818/2557

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เงินที่โจทก์จะได้รับจากจำเลยมีลักษณะเป็นการแบ่งผลกำไรและประกันผลกำไร ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสิ้นสุดลงของสัญญา มิใช่ค่าจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่ใช่นายจ้างและลูกจ้าง

ย่อคำพิพากษา

สัญญาร่วมหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยข้อ 4 ระบุว่าคู่สัญญาตกลงแบ่งผลประโยชน์ในการดำเนินกิจการฝ่ายละครึ่งหนึ่งของผลกำไรสุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วในวันสุดท้ายของแต่ละเดือน โดยจำเลยจะจ่ายเงินขั้นต่ำ 35,000 บาท ต่อเดือน ให้โจทก์ภายในวันที่ 15 ของแต่ละเดือนเพื่อเป็นประกันผลกำไรตามที่ได้ตกลงกันไว้เป็นระยะเวลา 28 เดือน และข้อ 6 ระบุว่าหากจำเลยผิดสัญญาข้อ 4 ในเดือนใดก็ตาม เงินที่ค้างจ่ายนั้นจะต้องยกยอดไปเดือนถัดไปบวกกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2 หากจำเลยไม่จ่ายเงินประกันผลกำไรเป็นเวลาติดต่อกัน 3 เดือน ย่อมมีผลให้สัญญาร่วมหุ้นนี้สิ้นสุดลงทันที แสดงว่าเงินที่โจทก์จะได้รับจากจำเลยในแต่ละเดือนมีลักษณะเป็นการแบ่งผลกำไรและประกันผลกำไร และเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสิ้นสุดลงของสัญญา มิได้มีลักษณะเป็นค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่ใช่นายจ้างและลูกจ้างกัน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.575 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.5

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้างรวมจำนวน 1,086,781 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัด ศาลจึงให้พิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ร่วมหุ้นกับจำเลยเปิดร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่รวม 3 ร้าน โดยโจทก์ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการร้าน แล้ววินิจฉัยว่าสัญญาร่วมหุ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยในการประกอบกิจการร้านอินเตอร์เน็ต มีลักษณะเป็นการร่วมลงทุนประกอบธุรกิจในรูปแบบของห้างหุ้นส่วนเพื่อแบ่งปันผลกำไรที่ได้จากกิจการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 หาได้มีความสัมพันธ์ในลักษณะนายจ้างลูกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 ไม่ ทั้งตามสัญญาดังกล่าวข้อ 3 ระบุว่า ในการบริหารงานของร้านอินเตอร์เน็ต โจทก์จำเลยต้องให้ความเห็นชอบร่วมกันในการดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องกับร้าน นั้น จำเลยหาได้มีฐานะเป็นนายจ้างโจทก์อันมีอำนาจบังคับบัญชาให้โจทก์ทำงานตามที่ได้รับมอบหมายไม่ ข้อ 4 ระบุว่า คู่สัญญาตกลงแบ่งผลประโยชน์ในการดำเนินกิจการฝ่ายละครึ่งหนึ่งจากผลกำไรสุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วในวันสุดท้ายของแต่ละเดือน โดยจำเลยจะจ่ายเงินขั้นต่ำ 35,000 บาท ต่อเดือน ให้โจทก์ภายในวันที่ 15 ของแต่ละเดือนเพื่อเป็นประกันผลกำไรตามที่ได้ตกลงกันไว้เป็นระยะเวลา 28 เดือน การปันผลกำไรงวดแรกเริ่มวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2550 นั้น เงินที่จำเลยต้องจ่ายให้โจทก์ตามสัญญาร่วมหุ้นมีลักษณะเป็นเงินส่วนแบ่งกำไรและประกันผลกำไรในการร่วมลงทุนระหว่างโจทก์จำเลย หาได้เป็นการจ่ายเงินค่าจ้างเพื่อตอบแทนการทำงานของโจทก์ตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 หรือเป็นการจ้างแรงงานโจทก์โดยมีจำเลยเป็นนายจ้างไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า สัญญาร่วมหุ้นระหว่างโจทก์จำเลยรวมการจ้างแรงงาน โดยจำเลยตกลงให้โจทก์เป็นผู้จัดการมีอำนาจบริหารจัดการร้านอินเตอร์เน็ตสองแห่ง โดยตกลงให้เงินค่าจ้างแก่โจทก์เดือนละ 40,000 บาท และ 35,000 บาท ตามลำดับ เงินดังกล่าวรวมค่าจ้างในการทำงานอยู่ด้วยไม่ว่าร้านอินเตอร์เน็ตทั้งสองแห่งจะมีผลกำไรหรือไม่ก็ตาม จึงไม่ได้มีลักษณะเป็นเงินส่วนแบ่งผลกำไรและประกันผลกำไรในการร่วมลงทุนระหว่างโจทก์จำเลยแต่เพียงอย่างเดียว แต่รวมเงินค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ไว้ด้วย เห็นว่า หนังสือสัญญาร่วมหุ้น ข้อ 6 ระบุว่า...หากผู้ให้สัญญาผิดสัญญาข้อ 4 ในเดือนใดก็ตาม เงินที่ค้างจ่ายนั้นจะต้องยกยอดไปเดือนถัดไปบวกดอกเบี้ย 2 % หากผู้ให้สัญญาไม่จ่ายเงินประกันผลกำไรเป็นเวลาติดต่อกัน 3 เดือน ย่อมมีผลให้สัญญาร่วมหุ้นนี้สิ้นสุดลงทันทีและนำมาซึ่งการขายกิจการ... แสดงว่าเงินที่โจทก์อ้างว่าจะได้รับจากจำเลยในแต่ละเดือนสามารถค้างชำระติดต่อกันได้โดยฝ่ายจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยให้ และหากค้างจ่ายติดต่อกัน 3 เดือน มีผลให้สัญญาร่วมหุ้นสิ้นสุดลงทันที เงินดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการแบ่งกำไรและประกันผลกำไร และเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสิ้นสุดลงของสัญญา ไม่มีลักษณะเป็นเงินค่าจ้างตามกฎหมายแต่ประการใด หากโจทก์จำเลยต้องการให้เงินดังกล่าวรวมค่าจ้างในการทำงานอยู่ด้วยก็ควรระบุให้ชัดเจนในสัญญาเนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ได้เสียของทั้งสองฝ่าย การที่หนังสือสัญญาร่วมหุ้นระหว่างโจทก์จำเลยระบุผลประโยชน์ไว้เพียงตามที่ปรากฏในข้อ 4 ดังกล่าวข้างต้น ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์จำเลยเป็นนายจ้างและลูกจ้างกัน อันจะเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องเรียกเอาค่าจ้างจากจำเลยได้ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ต่อศาลที่คดีอยู่ในเขตอำนาจและภายในกำหนดอายุความ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2818/2557 นายจอห์น คริสโตเฟอร์ มาราลโล โจทก์ นายณัฐพล แม่นศรแผลง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายจอห์น คริสโตเฟอร์ มาราลโล · จำเลย - นายณัฐพล แม่นศรแผลง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทวีป ตันสวัสดิ์ · ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ · วิรุฬห์ แสงเทียน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายรัฐพล โลนา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำร.1251/2553

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 8785/2550ฎีกา 9016-9043/2549ฎีกา 2894/2532ฎีกา 685/2512ฎีกา 3825/2545ฎีกา 8491/2559ฎีกา 1611/2512ฎีกา 6783/2548ฎีกา 1875/2566ฎีกา 1397/2544ฎีกา 2513/2544ฎีกา 4777/2549ฎีกา 127/2531ฎีกา 955/2536ฎีกา 2845-2847/2546ฎีกา 9072/2547ฎีกา 7635/2543ฎีกา 2364/2524ฎีกา 2093/2532ฎีกา 11912/2553ฎีกา 2839/2527ฎีกา 3539/2536ฎีกา 5200/2543ฎีกา 1479/2526
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา