⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2832/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2832/2557

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นความผิด แม้ในตอนแรกจะเชื่อโดยสุจริตว่ามีสิทธิ แต่เมื่อได้รับแจ้งคำพิพากษาศาลแล้วยังคงกระทำการต่อไป ถือว่าไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

แม้จำเลยทั้งสองเข้าไปไถดินทำนาในทางสาธารณประโยชน์ในตอนแรกด้วยเชื่อโดยสุจริตว่ามีสิทธิที่จะเข้าไปทำได้ก็ตาม แต่เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบแล้วว่า ศาลปกครองนครราชสีมาได้มีคำพิพากษาว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นทางสาธารณประโยชน์และให้ออกจากที่ดินพิพาทดังกล่าว จำเลยทั้งสองก็ไม่ได้โต้แย้ง กลับเข้าไปครอบครองและไถดินทำนาบนที่ดินพิพาทสาธารณประโยชน์ภายหลังอีก จึงเป็นความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.9

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคสอง ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินที่ครอบครอง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 8 เดือน จำเลยทั้งสองกระทำความผิดโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของบุคคลอื่น จึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษและให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินที่เป็นทางสาธารณประโยชน์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 9147 ตำบลเสียว อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ต่อมาศาลปกครองนครราชสีมาไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดคลาดเคลื่อนไปทับทางสาธารณประโยชน์ทางด้านทิศตะวันออกและพิพากษาให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินได้แก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดและแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบและให้ออกไปจากทางสาธารณประโยชน์ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการเดียวว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เดิมนางน้อยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1290 ตำบลเสียว อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกจดทางสาธารณประโยชน์ตามรูปที่ดินและเขตที่ดินในสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ต่อมาได้ออกเป็นโฉนดที่ดิน เลขที่ 9147 ตำบลเสียว อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2534 แต่ในรูปแผนที่พิพาทดังกล่าวด้านทิศตะวันออกไม่ได้ระบุเป็นทางสาธารณประโยชน์ เมื่อจำเลยทั้งสองได้รับโอนที่ดินดังกล่าวมาจากนางน้อยแล้วได้ไถที่ดินทำนาบนที่พิพาททางสาธารณประโยชน์ เป็นเหตุให้นางเจียมกับพวกไม่สามารถใช้ทางสาธารณประโยชน์ผ่านเข้าออกไป จึงได้ร้องเรียนต่อเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง เจ้าพนักงานที่ดิน และนำคดีขึ้นสู่ศาลปกครองนครราชสีมา ศาลปกครองนครราชสีมาไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดคลาดเคลื่อนไปทับทางสาธารณประโยชน์และพิพากษาให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการแก้ไขรูปแผนที่ให้ถูกต้อง แม้จำเลยทั้งสองเข้าไปไถดินทำนาในทางสาธารณประโยชน์ในตอนแรกก็ด้วยเชื่อโดยสุจริตว่ามีสิทธิที่จะเข้าไปทำได้ก็ตาม แต่เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบแล้วว่าศาลปกครองนครราชสีมาได้มีคำพิพากษาว่าที่พิพาทดังกล่าวเป็นทางสาธารณประโยชน์และให้ออกจากที่ดินพิพาทดังกล่าว จำเลยทั้งสองก็ไม่ได้โต้แย้งกลับมาครอบครองและไถดินทำนาบนที่พิพาททางสาธารณประโยชน์ภายหลังอีก จึงเป็นความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 3,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้คนละ 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินที่เป็นทางสาธารณประโยชน์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2832/2557 พนักงานอัยการจังหวัดกันทรลักษ์ โจทก์ นายดา เอกทัน กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดกันทรลักษ์ · จำเลย - นายดา เอกทัน กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์ · ประทีป ดุลพินิจธรรมา · ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ - นายคำกอง คำพันธ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายเพรา โพอุทัย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1473/2555

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2276/2515ฎีกา 339/2519ฎีกา 3750/2540ฎีกา 2978/2553ฎีกา 3521/2536ฎีกา 2672/2534ฎีกา 1783/2536ฎีกา 215/2530ฎีกา 2890-2891/2519ฎีกา 8403/2554ฎีกา 4243/2550ฎีกา 681/2550ฎีกา 922/2502ฎีกา 1462/2509ฎีกา 3990/2529ฎีกา 3918/2533ฎีกา 2311/2536ฎีกา 6670/2537ฎีกา 2431/2532ฎีกา 9326/2538ฎีกา 371/2524ฎีกา 3314/2545ฎีกา 166/2517ฎีกา 3971/2560
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา