⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6870/2557

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6870/2557

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องสามารถยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อบังคับคดีได้ แม้จะใช้ถ้อยคำคลาดเคลื่อนไปจากการขอสวมสิทธิเป็นคู่ความในคดีก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาแล้ว คดีถึงที่สุดอยู่ระหว่างการบังคับคดี ผู้ร้องซึ่งเป็นนิติบุคคลและจดทะเบียนไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อประกอบธุรกิจเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ได้ซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากโจทก์ซึ่งรวมถึงหนี้ของจำเลย แม้คำร้องของผู้ร้องจะกล่าวว่าเป็นการขอเข้ามาเพื่อสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ซึ่งไม่ตรงตามที่ พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 กำหนดไว้ก็ตาม แต่เนื่องจากการยื่นคำร้องของผู้ร้องเป็นการยื่นคำร้องเข้ามาภายหลังจากที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่มีกรณีที่จะต้องเข้ามาสวมสิทธิเป็นคู่ความในคดีแทนโจทก์เพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาแทนโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความเดิม หากแต่ตามคำร้องของผู้ร้องเมื่อพิจารณาประกอบกันทั้งหมดแล้วเห็นว่า เป็นการยื่นคำร้องเข้ามาขอเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาภายหลังจากที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาเพื่อบังคับตามคำพิพากษา เพียงแต่ผู้ร้องโดยใช้ถ้อยคำผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปว่าเป็นการร้องขอเข้ามาสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ทั้งคำร้องของผู้ร้องก็ปรากฏชัดเจนว่าเป็นการขอเข้ามาสวมสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ต่อจำเลยในคดีนี้ อันได้แก่จำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา และไม่ปรากฏว่ามีคู่ความฝ่ายใดรวมไปถึงเจ้าพนักงานบังคับคดีคัดค้าน ดังนั้น จึงชอบที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของผู้ร้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม.7

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 13,440 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยการเปลี่ยนเงินต่างประเทศเป็นเงินไทยให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงิน หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดิน โฉนดที่ดินเลขที่ 166107 ตำบลคลองกุ่ม อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และที่ดินตามโฉนดเลขที่ 20558 ตำบลโคกแฝด อำเภอหนองจอก กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้ไม่พอให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 100,000 บาท ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับซื้อ รับโอน และบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน ผู้ร้องได้จดทะเบียนไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อประกอบธุรกิจเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 ผู้ร้องได้ซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากโจทก์ ตามสำเนาสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ ระหว่างที่คดีตามคำร้องอยู่ในระหว่างการบังคับคดี ผู้ร้องยื่นคำร้องตามคำร้องฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2555 โจทก์ จำเลยทั้งห้า และเจ้าพนักงานบังคับคดี ได้รับสำเนาคำร้องของผู้ร้องแล้วไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดคัดค้าน คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ตามคำร้องของผู้ร้องเป็นกรณีการยื่นคำร้องเพื่อขอเข้ามาสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อบังคับคดีแก่จำเลยทั้งห้าตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 หรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของผู้ร้องได้บรรยายโดยปรากฏรายละเอียดว่า คดีนี้ศาลได้มีคำพิพากษาแล้วเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2553 คดีถึงที่สุดแล้วและอยู่ในระหว่างบังคับคดี ผู้ร้องซึ่งเป็นนิติบุคคลและจดทะเบียนไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อประกอบธุรกิจเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ได้ซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากโจทก์ซึ่งรวมถึงหนี้ของจำเลยในคดีนี้ แม้คำร้องของผู้ร้องจะกล่าวว่าเป็นการขอเข้ามาเพื่อสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ซึ่งไม่ตรงตามที่มาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ได้กำหนดไว้ก็ตาม แต่เนื่องจากการยื่นคำร้องของผู้ร้องเป็นการยื่นคำร้องเข้ามาภายหลังจากที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้มีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่มีกรณีที่จะต้องเข้ามาสวมสิทธิเป็นคู่ความในคดีแทนโจทก์เพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาแทนโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความเดิม หากแต่ตามคำร้องของผู้ร้องเมื่อพิจารณาประกอบกันทั้งหมดแล้วเห็นได้ว่า เป็นการยื่นคำร้องเข้ามาขอเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาภายหลังจากที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษา เพื่อบังคับตามคำพิพากษานั่นเอง เพียงแต่ผู้ร้องยื่นคำร้องโดยใช้ถ้อยคำผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปว่าเป็นการร้องขอเข้ามาสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ทั้งคำร้องของผู้ร้องก็ปรากฏชัดเจนว่าเป็นการขอเข้ามาสวมสิทธิของโจทก์ที่มีอยู่ต่อจำเลยในคดีนี้ อันได้แก่จำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา และไม่ปรากฏว่ามีคู่ความฝ่ายใดรวมไปถึงเจ้าพนักงานบังคับคดีคัดค้าน ดังนั้น จึงชอบที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของผู้ร้องนั่นเอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6870/2557 ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน ) โจทก์ บริษัทบริหารสินทรัพย์สาทร จำกัด ผู้ร้อง บริษัทอีฟโฮม เซ็นเตอร์ จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน ) · ผู้ร้อง - บริษัทบริหารสินทรัพย์สาทร จำกัด · จำเลย - บริษัทอีฟโฮม เซ็นเตอร์ จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุพจน์ ธำรงเวียงผึ้ง · นวลน้อย ผลทวี · ไมตรี สุเทพากุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายณัฐพล จุลละเกศ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำทก.(ค)117/2556

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3557/2560ฎีกา 4492/2557ฎีกา 6753/2551ฎีกา 5624/2560ฎีกา 2665/2548ฎีกา 4961/2546ฎีกา 6615/2559ฎีกา 1593/2548ฎีกา 14417/2558ฎีกา 3184/2560ฎีกา 847/2568ฎีกา 7342/2552ฎีกา 1847/2560ฎีกา 676/2548ฎีกา 5657/2558ฎีกา 368/2568ฎีกา 2718/2560ฎีกา 5391/2548ฎีกา 2067/2549ฎีกา 14887/2558ฎีกา 2355/2547
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา