⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4961/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4961/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การโอนสิทธิเรียกร้องอันเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทบริหารสินทรัพย์ฯ เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ตกเป็นโมฆะ และผู้รับโอนมีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้

ย่อคำพิพากษา

การโอนสิทธิเรียกร้องอันเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพในรายของจำเลยที่ถูกโจทก์ซึ่งเป็นสถาบันการเงินฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล เป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 7 แห่ง พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ฯ จึงไม่ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวระหว่างโจทก์กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ผู้รับโอน เมื่อผู้รับโอนได้มอบอำนาจให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับชำระหนี้เดิมเป็นผู้รับมอบอำนาจดำเนินคดีแทน ถือได้ว่าเป็นการมอบหมายให้ผู้รับชำระหนี้เดิมเป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้ที่เกิดขึ้นตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก. ดังกล่าว การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. จึงเป็นอันชอบด้วยกฎหมายโดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยซึ่งเป็น ลูกหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. จึงมีสิทธิยื่นคำร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ตาม พ.ร.ก. บริษัทบริหารสินทรัพย์ฯ มาตรา 7 คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ จึงชอบแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.150 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.306 พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม.7 พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม.9 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม.218

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๘๔๓,๑๓๑.๙๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๓.๗๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๕๗๙,๕๓๐.๙๕ บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒,๓๓๕.๗๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๔ โจทก์ได้ทำสัญญาโอนขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ โดยโจทก์ได้โอนจำหน่ายลูกหนี้หรือสินทรัพย์ ด้อยคุณภาพให้แก่ผู้ร้อง ซึ่งในจำนวนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพทั้งหมดดังกล่าวมีจำเลยรวมอยู่ด้วย ผู้ร้องจึงขอเข้าสวมสิทธิ เป็นคู่ความแทนโจทก์ในคดีนี้เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยต่อไป ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๗ และในการดำเนินคดีนี้ผู้ร้องได้มอบอำนาจให้ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินคดีแทน ศาลชั้นต้น อนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เป็นเงิน ๕๗๙,๕๓๐.๙๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องและในอัตราร้อยละ ๑๓.๗๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้นและให้จำเลยชำระเงินค่าเบี้ย ประกันภัยแก่โจทก์เป็นเงิน ๒,๓๓๕.๗๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒,๓๓๕.๗๐ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินดังกล่าวเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๕๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การทำสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพระหว่างโจทก์กับผู้ร้องตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งในจำนวนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพดังกล่าวมีรายของจำเลยซึ่งถูกฟ้อง บังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาลรวมอยู่ด้วย กรณีจึงเป็นการซื้อขายคดีความขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรม อันดีของประชาชนเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ และการโอนสิทธิเรียกร้องไม่สมบูรณ์ ตามมาตรา ๓๐๖ แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นพระราชกำหนดที่ตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๑๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ที่ให้อำนาจ พระมหากษัตริย์ทรงตราพระราชกำหนดให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัย ของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ โดย จะกระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ และปรากฏตามหมายเหตุท้ายพระราชกำหนดดังกล่าวว่า มีกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น และต่อมาได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการอนุมัติพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นประกาศตามความในมาตรา ๒๑๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยว่า ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรและที่ประชุมวุฒิสภาได้ลงมติอนุมัติ พระราชกำหนดดังกล่าวนั้นแล้ว และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๖ ก็บัญญัติว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ จึงถือได้ว่าพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่ตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว เป็นบทยกเว้นหลักการและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ใช้บังคับในกรณีปกติธรรมดาทั่วไป การโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพในรายของจำเลยที่ถูกโจทก์ฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล อันเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา ๗ แห่งพระราชกำหนด ดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ และการโอนสิทธิเรียกร้องในรายของจำเลยนี้ ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับโอนก็ได้มอบอำนาจให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับชำระหนี้เดิมเป็นผู้รับมอบอำนาจดำเนินคดีแทน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการมอบหมายให้โจทก์เป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้ที่เกิดขึ้นตามมาตรา ๙ แห่งพระราชกำหนดนั้น การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับผู้ร้องจึงเป็นอันชอบด้วยกฎหมายโดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามมาตรา ๓๐๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อีกเช่นกัน ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๗ คำสั่งศาลชั้นต้น ที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์นั้นจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความในชั้นนี้ให้. (สุภิญโญ ชยารักษ์ - วิชา มหาคุณ - ประทีป ปิติสันต์) ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4961/2546 ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โจทก์ โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน นางสาวสุวิมล มานะรวยสมบัติ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) · ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน - โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด · จำเลย - นางสาวสุวิมล มานะรวยสมบัติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายอนันต์ ปัทมาคม · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5465-5466/2555ฎีกา 6631/2568ฎีกา 3803/2565ฎีกา 2409/2551ฎีกา 7200/2540ฎีกา 933/2560ฎีกา 961/2566ฎีกา 1783/2551ฎีกา 4872/2550ฎีกา 878/2518ฎีกา 8732/2549ฎีกา 4332/2536ฎีกา 5236/2542ฎีกา 4823/2548ฎีกา 1084/2539ฎีกา 4392/2536ฎีกา 6096/2550ฎีกา 4492/2557ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 7683/2552ฎีกา 2257/2543ฎีกา 8739/2551ฎีกา 5162/2553ฎีกา 4541/2550
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา