⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4332/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4332/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บริษัทจำกัดรับจำนำหุ้นของตนเองเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยโอนหุ้นของบริษัทโจทก์เพื่อชำระหนี้ให้แก่บริษัทโจทก์ โดยวิธีสลักหลังลอยส่งมอบใบหุ้นแก่บริษัทโจทก์ ก็มีผลเท่ากับว่าบริษัทโจทก์รับเอาหุ้นของบริษัทโจทก์ไว้เป็นประกันนั่นเองอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1143 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ห้ามบริษัทจำกัดรับจำนำหุ้นของตนเอง เป็นการขัดขวางต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 113(มาตรา 151 ที่แก้ไขใหม่)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.150 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1143

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์รวม 2 ครั้ง ต่อมาจำเลยสั่งจ่ายเช็ค 3 ฉบับ โดยไม่ได้ลงวันสั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้เงินยืมแก่โจทก์ โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยกู้ยืมเงินต่อไป จึงมอบให้ทนายความมีหนังสือทวงถาม จำเลยรับหนังสือทวงถามแล้วเพิกเฉยโจทก์จึงลงวันที่ในเช็ค แล้วนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทุกฉบับ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คให้โจทก์ไว้จริง แต่ไม่ได้ลงวันที่เพื่อประกันหนี้ซึ่งจำเลยกู้ยืมจากโจทก์โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วโจทก์จะคืนเช็คให้จำเลย ในการกู้ยืมเงินโจทก์คิดดอกเบี้ยร้อยละ 23.7ต่อปี ชำระทุกเดือน นับแต่กู้ยืมเงินแล้ว จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ตลอดมา ส่วนต้นเงินยังค้างชำระ จำเลยจึงสั่งจ่ายเช็คตามฟ้องให้โจทก์ยึดถือไว้ ต่อมาโจทก์จำเลยตกลงหักล้างหนี้สินกัน โดยจำเลยโอนหุ้นพร้อมเงินปันผลที่จำเลยจะได้รับให้แก่โจทก์ เมื่อรวมกับดอกเบี้ยที่จำเลยชำระให้แก่โจทก์แล้ว หนี้ดังกล่าวเป็นอันระงับไป จำเลยขอรับเช็คคืนจากโจทก์ แต่โจทก์ไม่คืนให้โดยอ้างว่าจะได้เก็บไว้เป็นหลักฐานทางบัญชี จนกระทั่งเกิดปัญหาขัดแย้งภายในบริษัทโจทก์ กรรมการชุดใหม่จึงนำเช็คของจำเลยไปเรียกเก็บเงิน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทโจทก์ ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์เมื่อปลายปี พ.ศ. 2528 รวมเป็นเงิน 1,190,000 บาท โดยจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทจำนวน 3 ฉบับ ไม่ได้ลงวันที่สั่งจ่ายให้โจทก์ไว้เพื่อชำระหนี้เงินยืมดังกล่าว ต่อมาโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระเงินยืม จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงลงวันที่ในเช็คพิพาท วันที่ 5มิถุนายน 2530 จำนวน 1 ฉบับ วันที่ 15 มิถุนายน 2530 จำนวน 2 ฉบับแล้วนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทุกฉบับ คดีมีปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่า ได้มีการชำระหนี้เงินยืมตามเช็คพิพาทหรือไม่ ซึ่งจำเลยฎีกาว่า จำเลยได้ชำระหนี้ตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว โดยการสลักหลังใบหุ้นบริษัทโจทก์ที่จำเลยถือ และมอบใบหุ้นให้แก่โจทก์ พร้อมกับลงชื่อในใบโอนหุ้นให้โจทก์ถือไว้ อันเป็นการสลักหลังลอยตามที่โจทก์ต้องการแล้วหนี้ระหว่างโจทก์จำเลยในคดีนี้ต้องเป็นอันระงับไปนั้น เห็นว่าโจทก์มิได้ยอมรับว่าได้มีการชำระหนี้โดยการโอนหุ้นชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยคงนำสืบลอย ๆ ว่าจำเลยโอนหุ้น 800,000 บาทตามเอกสารหมาย ล.4 ให้โจทก์โดยสลักหลังใบหุ้นโอนให้แก่โจทก์ไปแล้วและยังโอนเงินปันผลจำนวน 160,000 บาท หักชำระหนี้แก่โจทก์ด้วย จำเลยไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบสนับสนุน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังตามข้อกล่าวอ้าง ทั้งตามคำของจำเลยก็ว่าการตกลงชำระหนี้ด้วยการโอนหุ้นนั้นตกลงกันด้วยวาจาและตามใบหุ้นเอกสารหมาย ล.4 ยังมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือหุ้น ดังนั้น เมื่อจำเลยมีภาระในการพิสูจน์เกี่ยวกับการชำระหนี้ดังกล่าวนำสืบไม่สมกับที่จำเลยกล่าวอ้างจึงรับฟังไม่ได้ว่าได้มีการชำระหนี้ด้วยการโอนหุ้นให้แก่โจทก์ถึงอย่างไรก็ตาม แม้จะฟังว่ามีการโอนหุ้นให้แก่โจทก์โดยวิธีสลักหลังลอยส่งมอบใบหุ้นแก่โจทก์ ก็มีผลเท่ากับว่าโจทก์รับเอาหุ้นของบริษัทโจทก์ไว้เป็นประกันนั่นเอง อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1143แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ห้ามบริษัทจำกัดรับจำนำหุ้นของตนเองเป็นการขัดขวางต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113 (มาตรา 150 ที่แก้ไขใหม่) จำเลยจึงจะอ้างมาเป็นมูลเรียกร้องให้หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ที่มีต่อโจทก์หาได้ไม่ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3วินิจฉัยว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าหนี้ระงับแล้วรับฟังไม่ได้นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4332/2536 บริษัท ทักษิณาโฮลดิ้ง จำกัด โจทก์ นายก สิน จิโรจสินธ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท ทักษิณาโฮลดิ้ง จำกัด · จำเลย - นายก สิน จิโรจสินธ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุวรรณ ตระการพันธุ์ · นิเวศน์ คำผอง · ปรีชา เฉลิมวณิชย์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1099/2550ฎีกา 2229/2566ฎีกา 5190/2546ฎีกา 5465-5466/2555ฎีกา 8810/2543ฎีกา 3803/2565ฎีกา 4238/2539ฎีกา 7200/2540ฎีกา 1428-1429/2545ฎีกา 933/2560ฎีกา 9091/2538ฎีกา 963/2539ฎีกา 961/2566ฎีกา 1783/2551ฎีกา 583/2548ฎีกา 3318/2545ฎีกา 8732/2549ฎีกา 5236/2542ฎีกา 4823/2548ฎีกา 9072/2547ฎีกา 2277/2543ฎีกา 6607/2560ฎีกา 170/2547ฎีกา 2/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ