⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 933/2560

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 933/2560

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ทำสัญญาบริการกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ตกลงรับจ้างให้บริการสรรหาและฝึกอบรมบุคลากรเพื่อเป็นตัวแทน 25 คน และผู้บริหารงานขาย 5 คน ในการเป็นตัวแทนของโจทก์ทำหน้าที่หาลูกค้าเข้าทำสัญญาประกันภัยกับโจทก์ให้ได้ผลงานเป็นเบี้ยประกันภัยรับปีแรก 5,000,000 บาท ภายในรอบระยะเวลา ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2554 ซึ่งโจทก์ได้ค่าตอบแทน 1,000,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ไปรับแล้วเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2553 หากบุคลากรทำผลงานให้โจทก์ไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินตามวิธีคิดคำนวณที่กำหนดไว้ ต่อมาจำเลยที่ 1 กระทำไม่ได้เบี้ยประกันภัยได้ตามจำนวนที่กำหนดไว้ แต่การที่โจทก์จ่ายเงินจำนวน 1,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2553 แสดงว่าโจทก์จ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนที่จะครบรอบการผลิตผลงานให้แก่โจทก์ในวันที่ 31 มกราคม 2554 เป็นการจ่ายเงินล่วงหน้าเป็นค่าตอบแทนสำหรับงานที่ทำให้แก่โจทก์ จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 (7) ซึ่งห้ามมิให้บริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามพระราชบัญญัตินี้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดล่วงหน้าให้แก่บุคคลใดเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับงานที่จะทำให้แก่บริษัท และบริษัทที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 35 (7) ดังกล่าวต้องรับโทษทางอาญาตามมาตรา 93 บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการควบคุมบริษัทประกันชีวิตให้จ่ายเงินหรือค่าตอบแทนภายในขอบเขตตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ การทำสัญญาบริการระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นสัญญาที่ฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 ถือเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย มีผลทำให้สัญญาดังกล่าวตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์จึงไม่อาจนำสัญญาบริการมาฟ้องร้องบังคับแก่จำเลยทั้งสามได้ การที่โจทก์จ่ายเงินล่วงหน้าเป็นค่าตอบแทนสำหรับงานที่ทำให้โจทก์แก่จำเลยที่ 1 เป็นการกระทำเพื่อชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่อาจเรียกคืนเงินค่าตอบแทนดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 411

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.150 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.411 พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 ม.33 พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 ม.35 พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.2535 ม.93

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 767,163.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 741,564.35 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 741,564.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 14,000 บาท จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบกิจการประกันชีวิตทุกประเภท จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดประกอบกิจการรับเป็นที่ปรึกษาฝึกอบรมรับจัดการธุรกิจเกี่ยวกับการบริหารงานการขาย มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ทำสัญญาบริการสรรหาและฝึกอบรมบุคคลเพื่อเป็นตัวแทนและผู้บริหารงานขายกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ตกลงรับจ้างให้บริการสรรหาบุคคลากรจำนวน 30 คน แบ่งเป็นตัวแทนจำนวน 25 คน และผู้บริหารงานขายจำนวน 5 คน เพื่อเป็นตัวแทนของโจทก์ทำหน้าที่หาลูกค้าที่สนใจเข้าทำประกันภัยกับโจทก์และโจทก์ตกลงจ่ายค่าตอบแทนจำนวน 1,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ในรอบระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2554 รวมระยะเวลา 12 เดือน เป้าหมายผลงานเบี้ยประกันภัยรับปีแรกเป็นจำนวน 5,000,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในการปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม วันที่ 10 มีนาคม 2553 โจทก์จ่ายเงินจำนวน 1,000,000 บาท ตามสัญญาดังกล่าว ให้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ผลิตผลงานเบี้ยประกันภัยรับปีแรกให้แก่โจทก์เป็นเงิน 1,253,236 บาท โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาบริการมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายจึงตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาบริการมีข้อตกลงให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยที่ 1 ตามเงื่อนไขและตารางคิดคำนวณการจ่ายค่าตอบแทนเอกสารแนบท้ายสัญญา ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาด้วยโดยบุคลากรจำนวน 30 คน ที่จำเลยที่ 1 ฝึกอบรมแบ่งเป็นตัวแทนจำนวน 25 คน และผู้บริหารงานขายจำนวน 5 คน เพื่อเป็นตัวแทนของโจทก์โดยจะต้องหาลูกค้าที่สนใจเข้าทำประกันภัยกับโจทก์ให้ได้ผลงานเป็นเบี้ยประกันภัยรับปีแรกจำนวน 5,000,000 บาท ภายในรอบระยะเวลา 12 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2554 หากบุคลากรดังกล่าวผลิตผลงานให้แก่โจทก์ไม่ได้ครบถ้วนตามเป้าหมายดังกล่าว จำเลยที่ 1 จะต้องคืนเงินตามวิธีคิดคำนวณ การเรียกคืนผลตอบแทนเอกสารแนบท้ายสัญญาด้วยโดยโจทก์จ่ายเงินจำนวน 1,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2553 แสดงว่าโจทก์จ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนที่จะครบรอบการผลิตผลงานให้แก่โจทก์ในวันที่ 31 มกราคม 2554 การจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวของโจทก์แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการจ่ายเงินล่วงหน้าเป็นค่าตอบแทนสำหรับงานที่ทำให้แก่โจทก์ จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 33 (7) ซึ่งห้ามมิให้บริษัทมหาชนจำกัดที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตตามพระราชบัญญัตินี้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดล่วงหน้าให้แก่บุคคลใดเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับงานที่จะทำให้แก่บริษัท และบริษัทที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรา 35 (7) ดังกล่าวต้องรับโทษทางอาญาตามมาตรา 93 บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการควบคุมบริษัทประกันชีวิตให้จ่ายเงินหรือค่าตอบแทนภายในขอบเขตตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ การทำสัญญาบริการระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นสัญญาที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 ถือเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย มีผลทำให้สัญญาดังกล่าวตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์จึงไม่อาจนำสัญญาบริการมาฟ้องร้องบังคับแก่จำเลยทั้งสามได้ การที่โจทก์จ่ายเงินล่วงหน้าเป็นค่าตอบแทนสำหรับงานที่ทำให้โจทก์แก่จำเลยเป็นการกระทำเพื่อชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่อาจเรียกคืนเงินค่าตอบแทนดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 411 ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์มิใช่ข้อสาระสำคัญและเป็นความเข้าใจของโจทก์เองไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ 1/2 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 933/2560 บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด แอคทีฟ ลีดเดอร์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด แอคทีฟ ลีดเดอร์กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)แก้ว เวศอุไร · ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร · นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นางนฤมล บัวสมบูรณ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายจำรัส เพ็ชรสุวรรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.3054/2558

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1087/2513ฎีกา 3307/2543ฎีกา 4128/2543ฎีกา 1608/2540ฎีกา 3402/2548ฎีกา 6961/2551ฎีกา 7242-7254/2545ฎีกา 9085/2547ฎีกา 1909/2540ฎีกา 1659/2546ฎีกา 6662/2557ฎีกา 2680/2551ฎีกา 6592/2537ฎีกา 355/2559ฎีกา 1814/2560ฎีกา 670/2549ฎีกา 1394/2549ฎีกา 2155/2537ฎีกา 1099/2550ฎีกา 2229/2566ฎีกา 5190/2546ฎีกา 5465-5466/2555ฎีกา 2546/2518ฎีกา 8810/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา