⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4872/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4872/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การโอนสิทธิเรียกร้องย่อมสมบูรณ์เมื่อลูกหนี้ได้ทราบการโอน และสิทธิเรียกร้องที่ถูกโอนนั้นย่อมตกเป็นของผู้รับโอน ทำให้เจ้าหนี้เดิมไม่มีสิทธิเรียกร้องในสิทธิดังกล่าวอีกต่อไป

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยโอนสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับเงินจากผู้ร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีก่อนของศาลชั้นต้นให้แก่บริษัท ท. โดยบริษัทดังกล่าวมีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้ผู้ร้องทราบแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้ย่อมสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง และหากการโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้ยังไม่มีการยกเลิกกันโดยชอบ สิทธิของจำเลยที่จะได้รับชำระหนี้จากผู้ร้องซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนนั้นย่อมตกเป็นของบริษัท ท. จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะรับเงินตามคำพิพากษาในคดีนั้นจากผู้ร้องแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไปยังผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบ ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องให้เพิกถอนคำสั่งอายัดดังกล่าวได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.306

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2543 โดยจำเลยตกลงชำระเงินจำนวน 1,105,846 บาท แก่โจทก์ ผ่อนชำระเดือนละ 184,307 บาท รวม 6 งวด งวดแรกชำระวันที่ 10 มกราคม 2544 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 10 ของเดือน หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินที่ค้างชำระ จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ศาลได้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยตามคำขอของโจทก์ และเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2544 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้แจ้งอายัดสิทธิเรียกร้องให้ผู้ร้องส่งเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหมายเลขแดงที่ 15446/2542 (ที่ถูก 15466/2542) ของศาลชั้นต้นที่จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องผู้ร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2544 จำเลยคดีนี้ได้โอนสิทธิเรียกร้องในคดีดังกล่าวให้แก่บริษัท ที.เอ็ม.เอส.อินเตอร์เทรด แอนด์ เซอร์วิส จำกัด แล้วตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหมายเลขดำที่ 8350/2543 หมายเลขแดงที่ 5221/2544 ของศาลชั้นต้น บริษัทดังกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องมายังผู้ร้องแล้วเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2544 โจทก์จึงไม่มีสิทธิอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ ขอให้ศาลเพิกถอนการบังคับคดีของโจทก์ด้วย โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ขณะที่โจทก์ขออายัดสิทธิเรียกร้องที่จำเลยมีอยู่กับผู้ร้องนั้น ผู้ร้องผิดสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว แต่จำเลยไม่ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม จำเลยจึงไม่มีสิทธินำสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไปโอนให้แก่เจ้าหนี้อื่น การที่จำเลยโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก โจทก์บังคับคดีถูกต้องตามกฎหมายแล้ว จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้อง ผู้ร้องเป็นเพียงผู้ถูกบังคับชำระหนี้ตามสิทธิที่มีอยู่ ผู้ร้องไม่ได้รับความเสียหายในการบังคับคดี จึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการอายัดได้ เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตเพื่อประวิงการบังคับคดี ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งไปยังผู้ร้องตามหนังสือแจ้งการอายัด โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่จำเลยโอนสิทธิเรียกร้องที่จะได้รับเงินจากผู้ร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหมายเลขแดงที่ 15466/2542 ของศาลชั้นต้นให้แก่บริษัท ที.เอ็ม.เอส.อินเตอร์เทรด แอนด์ เซอร์วิส จำกัด โดยบริษัทดังกล่าวมีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องให้ผู้ร้องทราบแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้ย่อมสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่งและหากการโอนสิทธิเรียกร้องรายนี้ยังไม่มีการยกเลิกกันโดยชอบ สิทธิของจำเลยที่จะได้รับชำระหนี้จากผู้ร้องซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนั้นย่อมตกเป็นของบริษัท ที.เอ็ม.เอส.อินเตอร์เทรด แอนด์ เซอร์วิส จำกัด จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะรับเงินตามคำพิพากษาในคดีนั้นจากผู้ร้อง เมื่อจำเลยสิ้นสิทธิที่จะได้รับเงินตามคำพิพากษาในคดีนั้นจากผู้ร้องแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไปยังผู้ร้องดังกล่าวไปยังผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องให้เพิกถอนคำสั่งอายัดดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4872/2550 บริษัทเรพแพค เทรดดิ้ง จำกัด โจทก์ บริษัทสลิลธารา จำกัด ผู้ร้อง บริษัทสยาม ซินเท็คเทรดดิ้ง จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทเรพแพค เทรดดิ้ง จำกัด · ผู้ร้อง - บริษัทสลิลธารา จำกัด · จำเลย - บริษัทสยาม ซินเท็คเทรดดิ้ง จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ จันทรา · ชาลี ทัพภวิมล · ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 536/2498ฎีกา 4561/2545ฎีกา 6631/2568ฎีกา 2409/2551ฎีกา 295/2508ฎีกา 4306/2528ฎีกา 878/2518ฎีกา 1084/2539ฎีกา 4392/2536ฎีกา 51/2540ฎีกา 7683/2552ฎีกา 1050/2546ฎีกา 77/2538ฎีกา 86/2534ฎีกา 1343/2505ฎีกา 290/2518ฎีกา 4767/2529ฎีกา 2964/2530ฎีกา 1118/2498ฎีกา 799/2551ฎีกา 706/2474ฎีกา 2119/2540ฎีกา 1603/2527ฎีกา 6557/2567
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ