⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2520/2556

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2520/2556

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การโอนสิทธิเรียกร้องที่ระบุจำนวนเงินไว้เกินกว่าหนี้จริง และมีข้อตกลงให้ผู้รับโอนคืนส่วนที่เกินแก่ผู้โอนเมื่อได้รับชำระหนี้ ถือเป็นการโอนสิทธิเรียกร้องเฉพาะส่วนที่เป็นหนี้จริงเท่านั้น และข้อตกลงเรื่องการชดใช้ค่าเสียหายของผู้โอนแก่ผู้รับโอนนั้นมีผลบังคับได้หากไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี.

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 มีต่อจำเลยที่ 2 ในค่าก่อสร้างอาคารให้แก่โจทก์ ซึ่งขณะทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องนั้นจำเลยที่ 1 อยู่ระหว่างก่อสร้างอาคารให้แก่จำเลยที่ 2 และยังไม่ทราบจำนวนค่าวัสดุก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากโจทก์ จึงทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องไว้จำนวน 10,250,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจากจำเลยที่ 2 ทั้งหมดตามสัญญาจ้างเผื่อไว้ โดยสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ข้อ 2 ระบุว่าหากเงินที่ได้รับโอนตามสิทธิเรียกร้องเกินกว่าหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์ ให้โจทก์คืนส่วนที่เกินแก่จำเลยที่ 1 ในวันที่โจทก์ได้รับเงินจากจำเลยที่ 2 แสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงโอนสิทธิเรียกร้องตามจำนวนค่าวัสดุก่อสร้างที่ซื้อไปจากโจทก์เท่านั้น แม้สัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ข้อ 3 จะมีข้อตกลงว่า หากเกิดความเสียหายใดๆ แก่ผู้รับโอนอันเนื่องมาจากการรับโอนสิทธิในการรับเงินรายนี้ ผู้โอนยินยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้รับโอนทั้งสิ้นก็ตาม ก็เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยินยอมผูกพันยอมชำระหนี้แก่โจทก์แม้จะได้โอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงผิดแผกแตกต่างจากบทบัญญัติของกฎหมายและไม่ใช่กฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีหรือเป็นข้อตกลงที่ต้องห้ามตามกฎหมายจึงย่อมมีผลบังคับได้ เมื่อโจทก์บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ทราบแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้องก็สมบูรณ์ตามกฎหมายโดยจำเลยที่ 2 ไม่อาจโต้แย้งการโอนสิทธิเรียกร้องได้ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องแก่โจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.150 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.151 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.303 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.306

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 4,100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 3,856,682.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 โอนให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยที่ 1 มีต่อจำเลยที่ 2 ให้แก่โจทก์ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงิน ซึ่งขณะทำสัญญาจำเลยที่ 1 อยู่ระหว่างทำการก่อสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 และยังไม่ทราบว่าจำนวนค่าวัสดุก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากโจทก์ จึงมีการทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องไว้จำนวน 10,250,000 บาท ตามจำนวนที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจากจำเลยที่ 2 ทั้งหมดตามสัญญาเผื่อไว้ โดยในข้อ 2 ของสัญญาระบุว่าหากเงินที่ได้รับโอนตามสิทธิเรียกร้องเกินกว่าหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ให้โจทก์คืนส่วนที่เกินแก่จำเลยที่ 1 ในวันที่รับเงินจากจำเลยที่ 2 แสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงโอนสิทธิเรียกร้องตามจำนวนค่าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างที่ซื้อไปจากโจทก์เท่านั้น แม้ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องข้อ 3 จะมีข้อตกลงว่า หากเกิดความเสียหายใดๆ แก่ผู้รับโอนอันเนื่องมาจากการรับโอนสิทธิในการรับเงินรายนี้ ผู้โอนยินยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้รับโอนทั้งสิ้นก็ตาม ก็เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยินยอมผูกพันยอมชำระหนี้แก่โจทก์แม้จะได้โอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแก่โจทก์แล้ว ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงผิดแผกแตกต่างจากบทบัญญัติของกฎหมาย และไม่ใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี หรือเป็นข้อตกลงที่ต้องห้ามตามกฎหมาย จึงย่อมมีผลบังคับได้เมื่อโจทก์ได้บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ทราบแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้องก็สมบูรณ์ตามกฎหมายโดยจำเลยที่ 2 ไม่อาจโต้แย้งการโอนสิทธิเรียกร้องได้ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2520/2556 บริษัทบ้านบ่อค้าไม้ (1992) จำกัด โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด อำนวยศิลป์อลูมิเนียม และก่อสร้าง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทบ้านบ่อค้าไม้ (1992) จำกัด · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด อำนวยศิลป์อลูมิเนียมและก่อสร้าง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชาย พันธุมะโอภาส · พิศล พิรุณ · ทวีป ตันสวัสดิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายสุวีร์ ตรียุทธนากุล · ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายปณัฏฐ์สรณ์ จิวัธยากูล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2098/2553

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5324/2542ฎีกา 1099/2550ฎีกา 4244/2539ฎีกา 5465-5466/2555ฎีกา 6631/2568ฎีกา 3803/2565ฎีกา 2409/2551ฎีกา 7200/2540ฎีกา 933/2560ฎีกา 961/2566ฎีกา 1783/2551ฎีกา 4872/2550ฎีกา 878/2518ฎีกา 8732/2549ฎีกา 1490/2538ฎีกา 4332/2536ฎีกา 5236/2542ฎีกา 4823/2548ฎีกา 1084/2539ฎีกา 4392/2536ฎีกา 6096/2550ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 1366/2530ฎีกา 7683/2552
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา