⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 14887/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14887/2558

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
บริษัทบริหารสินทรัพย์จะขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ ก็ต่อเมื่อได้รับโอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องมาจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเดิม หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์อื่นที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิแทนเจ้าหนี้เดิม.

ย่อคำพิพากษา

ในการพิจารณาว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้รับโอนสินทรัพย์ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่นั้น แม้ พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 มิได้บัญญัติว่าการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ตามมาตรานี้ต้องเป็นการโอนหรือรับโอนมาจากผู้ใด แต่การที่กฎหมายบัญญัติให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ได้รับโอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ย่อมมีความหมายว่าต้องเป็นการโอนหรือรับโอนสินทรัพย์มาจากผู้โอนซึ่งเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเดิม เมื่อโจทก์ผู้เป็นคู่ความอยู่เดิมมิได้เป็นผู้โอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแก่ผู้ร้องโดยตรง ส่วนบริษัท ร. ผู้โอน มิใช่คู่ความอยู่เดิมหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ตามคำร้องได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม.7

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 16 มิถุนายน 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชดใช้ราคาหรือส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 6 เดือน กับให้ร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งมอบคืนไม่ได้ด้วยเหตุใดๆ ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 340,000 บาท แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550 ต่อมาวันที่ 22 ธันวาคม 2552 โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสองแก่บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ซึ่งมิใช่บริษัทบริหารสินทรัพย์ วันที่ 11 เมษายน 2554 บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 และศาลฎีกาพิพากษายืน อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาวันที่ 15 มีนาคม 2556 โดยศาลฎีกาวินิจฉัยสรุปว่า บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ไม่ใช่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีตามคำพิพากษา จึงไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ทั้งไม่ใช่บุคคลตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้เข้าสวมสิทธิแทนได้ จึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เพื่อบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้ ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม 2556 บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสองแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ คือเป็นบริษัทจำกัดที่ได้จดทะเบียนตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พ.ศ.2550 มาตรา 5 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พ.ศ.2550 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว... และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" ในการพิจารณาว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้รับโอนสินทรัพย์ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ แม้บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ตามมาตรานี้ต้องเป็นการโอนหรือรับโอนมาจากผู้ใด แต่การที่กฎหมายบัญญัติให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ได้รับโอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีที่มีการฟ้องร้องหรือที่ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ ย่อมมีความหมายว่าต้องเป็นการโอนหรือรับโอนสินทรัพย์มาจากผู้โอนซึ่งเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเดิมดังกล่าวได้ตามบทบัญญัติมาตรา 7 ของพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 เมื่อโจทก์ผู้เป็นคู่ความอยู่เดิมมิได้เป็นผู้โอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแล้วแก่ผู้ร้องโดยตรง ส่วนบริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ผู้โอน มิใช่คู่ความอยู่เดิมหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ตามคำร้องได้ สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3845/2556 ที่ผู้ร้องกล่าวอ้างในฎีกาเทียบเคียงคดีนี้นั้น เป็นเรื่องธนาคารโอนขายสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้เงินกู้และมูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชีแก่บริษัทซึ่งมิได้เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ แล้วบริษัทดังกล่าวโอนขายต่อแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ จากนั้นบริษัทบริหารสินทรัพย์มาฟ้องลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้อง มิใช่เป็นการโอนสินทรัพย์ที่มีการฟ้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาลหรือศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว จึงมิใช่เรื่องบริษัทบริหารสินทรัพย์ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอย่างผู้ร้องคดีนี้ นำมาเทียบเคียงกับคดีนี้ไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง แต่มิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยสั่งให้ครบถ้วน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14887/2558 บริษัททุนธนชาต จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ ซีเอฟ เอเชีย จำกัด ผู้ร้อง นางสาวสมพิศ ศรประสิทธิ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัททุนธนชาต จำกัด (มหาชน) · ผู้ร้อง - บริษัทบริหารสินทรัพย์ ซีเอฟ เอเชีย จำกัด · จำเลย - นางสาวสมพิศ ศรประสิทธิ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประทีป ดุลพินิจธรรมา · ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์ · โอภาส อนันตสมบูรณ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสงขลา - นายพิพัฒน์ เจริญวัฒนา · ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นางปาริชาติ ภู่สำรวจ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2540/2558

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3557/2560ฎีกา 4492/2557ฎีกา 6753/2551ฎีกา 5624/2560ฎีกา 2665/2548ฎีกา 4961/2546ฎีกา 6615/2559ฎีกา 1593/2548ฎีกา 14417/2558ฎีกา 3184/2560ฎีกา 847/2568ฎีกา 7342/2552ฎีกา 1847/2560ฎีกา 676/2548ฎีกา 5657/2558ฎีกา 368/2568ฎีกา 2718/2560ฎีกา 6870/2557ฎีกา 5391/2548ฎีกา 2067/2549ฎีกา 2355/2547
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา