⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 15031/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15031/2558

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ลูกจ้างกระทำการประมาทเลินเล่อจนเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง นายจ้างย่อมเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

ย่อคำพิพากษา

การที่โจทก์ได้รับมอบหมายให้เข้าไปดำเนินการปลดธงชาติและธงเฉลิมพระเกียรติซึ่งต้องมีการปฏิบัติงานภายในห้องประธานกรรมการบริหารของจำเลย การที่โจทก์ใช้กุญแจอาคารเปิดเข้าห้องประธานกรรมการบริหารของจำเลยเพื่อปฏิบัติงานตามคำสั่งนั้น หน้าที่ของโจทก์นอกจากดำเนินการปลดธงลงแล้วโจทก์ยังมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เกิดความเรียบร้อยและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สถานที่ที่โจทก์เข้าไปดำเนินงานด้วย เมื่อสถานที่ดังกล่าวเป็นห้องประธานกรรมการบริหารของจำเลยซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดย่อมเป็นที่คาดหมายได้ว่าภายในห้องดังกล่าวอาจมีทรัพย์สินมีค่า หรือเอกสารสำคัญ โจทก์ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังตรวจตรารักษาความปลอดภัยแก่สถานที่นั้นเป็นอย่างดี เมื่อโจทก์มิได้ใช้ความระมัดระวังตรวจตราดูแลทำให้พระทองคำ ฮก ลก ซิ่ว ซึ่งมีมูลค่าถึง 75,000 บาท ที่อยู่ในห้องดังกล่าวสูญหายไป จึงเป็นการประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างก่อนครบระยะเวลาตามสัญญาจ้างแก่โจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.575 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.583 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.119

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 21,017 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโจทก์ก่อนกำหนดระยะเวลา 22,278 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง และค่าชดเชย 37,830 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงาน ตำแหน่งพนักงานบำรุงรักษาอาคาร (Technician O & M) ส่วนงานบริหารและบำรุงรักษาระบบของอาคารตามสัญญาจ้าง ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 12,610 บาท มีกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 28 ของเดือน โจทก์มีหน้าที่ตามเอกสารกำหนดหน้าที่ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2551 นางนฤมล ผู้จัดการอาคาร ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์มีคำสั่งให้โจทก์ปฏิบัติงานเก็บธงชาติและธงตราสัญลักษณ์ซึ่งติดไว้บริเวณหน้าอาคารของจำเลย พร้อมขอให้พนักงานรักษาความปลอดภัยมาช่วยงานโจทก์ปรากฏตามสำเนาจดหมายอิเล็กทรอนิกส์และภาพถ่ายอาคาร หลังจากโจทก์เข้าทำงานตามคำสั่งนางนฤมลแล้ว พระทองคำ ฮก ลก ซิ่ว ซึ่งตั้งอยู่ในห้องของประธานกรรมการบริหารของจำเลยสูญหายไป จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลโคกคราม จำเลยตั้งคณะกรรมการสอบสวนสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องไว้ คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่าโจทก์กระทำความผิด จำเลยเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 8 กันยายน 2551 แล้ววินิจฉัยว่า แม้ตามคำสั่งให้ปฏิบัติงานจะปรากฏเพียงว่าจำเลยสั่งให้โจทก์จัดเก็บธงชาติและธงเฉลิมพระเกียรติโดยมิได้มีข้อความชัดแจ้งว่าได้มอบหมายให้โจทก์ดูแลรักษาความปลอดภัยของสถานที่ในวันเกิดเหตุ และตามเอกสารกำหนดหน้าที่ก็มิได้ปรากฏหน้าที่ในการดูแลรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของจำเลยด้วยก็ตาม แต่เมื่อกุญแจอาคารของจำเลยที่อยู่ภายใต้การดูแลของช่างซ่อมบำรุงอาคารเป็นสิ่งสำคัญมาก ดังนั้นบุคคลที่อยู่ในวิสัยที่ต้องรับผิดชอบดูแลกุญแจอาคารดังกล่าว จึงต้องมีความระมัดระวังเพิ่มขึ้นในการดูแลรักษาความเรียบร้อยของสถานที่ การที่โจทก์ใช้กุญแจอาคารเปิดเข้าห้องที่พิพาทเพื่อไปปลดธงชาติและธงเฉลิมพระเกียรติตามคำสั่ง จึงก่อให้เกิดภาระแก่โจทก์ในการดูแลความเรียบร้อยและป้องกันทรัพย์สินของห้องประธานกรรมการบริหารของจำเลยแล้ว เมื่อปรากฏว่าหลังจากที่โจทก์ได้ปฏิบัติงานตามคำสั่งในวันที่ 18 สิงหาคม 2551 พระทองคำ ฮก ลก ซิ่ว ของจำเลยได้สูญหายไปจากห้องประธานกรรมการบริหารของจำเลย จึงเป็นความประมาทของโจทก์ที่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังอันควร พระทองคำดังกล่าวมีมูลค่าสูงถึง 75,000 บาท การกระทำโดยประมาทของโจทก์ดังกล่าวย่อมเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่จำต้องจ่ายค่าชดเชย ตลอดจนเป็นการใช้สิทธิเลิกสัญญาโดยชอบที่ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายใด ๆ ให้แก่โจทก์อีก โจทก์อุทธรณ์ว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ดำเนินการปลดธงชาติและธงเฉลิมพระเกียรตินั้น โจทก์ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเอาใจใส่ในงานดังกล่าว และปิดล็อกประตูห้องประธานกรรมการบริหารของจำเลยแล้ว และพระทองคำอาจสูญหายไปก่อนหน้าวันที่โจทก์ปฏิบัติงานก็เป็นไปได้ ทั้งกุญแจที่เข้าห้องประธานกรรมการบริหารของจำเลยก็มีอยู่ประมาณ 3 ถึง 4 ชุด ในวันที่ 18 สิงหาคม 2551 โจทก์ต้องช่วยเหลือและทำงานร่วมกับบุคคลอื่นไม่อาจอยู่ประจำเพื่อเฝ้ารักษาทรัพย์สินได้ โจทก์จึงใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว นั้น เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า พระทองคำ ฮก ลก ซิ่ว สูญหายไปในวันที่ 18 สิงหาคม 2551 หลังจากโจทก์ดำเนินการปลดธงชาติและธงเฉลิมพระเกียรติ อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางและในบางส่วนเป็นการยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นกล่าวอ้าง อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การกระทำของโจทก์เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ได้รับมอบหมายให้เข้าไปดำเนินการปลดธงชาติและธงเฉลิมพระเกียรติซึ่งต้องมีการปฏิบัติงานภายในห้องประธานกรรมการบริหารของจำเลยนั้น หน้าที่ของโจทก์นอกจากดำเนินการปลดธงลงแล้ว โจทก์ยังมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เกิดความเรียบร้อยและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สถานที่ที่โจทก์เข้าไปดำเนินงานด้วย เมื่อสถานที่ที่โจทก์เข้าไปดำเนินงานปลดธงเป็นห้องประธานกรรมการบริหารของจำเลยซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด ย่อมเป็นที่คาดหมายได้ว่าภายในห้องดังกล่าวอาจมีทรัพย์สินมีค่า หรือเอกสารสำคัญจำนวนมากเก็บอยู่ โจทก์ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังตรวจตรารักษาความปลอดภัยแก่สถานที่นั้นเป็นอย่างดี เมื่อโจทก์มิได้ใช้ความระมัดระวังตรวจตราดูแลห้องประธานกรรมการบริหารของจำเลยจนกระทั่งส่งผลให้พระทองคำ ฮก ลก ซิ่ว ในห้องดังกล่าวสูญหายไปหลังจากที่โจทก์เข้าไปดำเนินการปลดธงในห้องนั้น โจทก์จึงมิได้ใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ที่โจทก์จะต้องมีตามสมควร เมื่อทรัพย์สินที่สูญหายเป็นพระทองคำฮก ลก ซิ่ว ซึ่งมีมูลค่าถึง 75,000 บาท การกระทำของโจทก์จึงเป็นการประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย ค่าชดเชย และไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15031/2558 นายสนธยา แสงวัฒนา โจทก์ บริษัททีมคอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสนธยา แสงวัฒนา · จำเลย - บริษัททีมคอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่งแอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร · วิชัย เอื้ออังคณากุล · นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายไพโรจน์ นิติกรไชยรัตน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำร.1101/2552

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 8785/2550ฎีกา 2894/2532ฎีกา 7083/2548ฎีกา 2418/2544ฎีกา 8628/2550ฎีกา 14485/2558ฎีกา 3591/2529ฎีกา 144/2535ฎีกา 1027/2527ฎีกา 1397/2544ฎีกา 4777/2549ฎีกา 2845-2847/2546ฎีกา 7635/2543ฎีกา 2093/2532ฎีกา 8631/2550ฎีกา 3539/2536ฎีกา 1479/2526ฎีกา 7420/2537ฎีกา 8854/2547ฎีกา 3362/2529ฎีกา 1307/2566ฎีกา 14399-14401/2553ฎีกา 2431/2530ฎีกา 6689/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา