⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 15462/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15462/2558

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีเป็นอำนาจการบริหารจัดการของนายจ้าง และเงินช่วยเหลือค่ารถยนต์พร้อมค่าน้ำมันรถถือเป็นสวัสดิการ ไม่ใช่ค่าจ้าง.

ย่อคำพิพากษา

การปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีให้แก่ลูกจ้างหรือพนักงานนั้น ไม่มีบทกฎหมายบังคับให้นายจ้างจะต้องกระทำ จึงเป็นอำนาจทางการบริหารจัดการของนายจ้างตามแต่ที่จะกำหนดหรือตามที่ได้ตกลงกับลูกจ้างหรือพนักงานไว้ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่จะให้รับฟังได้ว่าการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีให้แก่พนักงานเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง การปรับขึ้นเงินเดือนให้แก่พนักงานเป็นสิทธิเฉพาะของจำเลย และเป็นไปตามนโยบายหรือแนวทางการพิจารณาปรับเงินเดือนให้แก่พนักงานตามที่จำเลยประกาศไว้ ซึ่งได้กำหนดเงื่อนไขว่าพนักงานจะได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนในเดือนมีนาคมของปีถัดไป โดยพนักงานจะรู้ว่าได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนประมาณวันที่ 15 มีนาคม ส่วนพนักงานที่พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานก่อนงวดการจ่ายเงินเดือนในเดือนมีนาคม 2550 จำเลยจะไม่พิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนให้ ดังนั้นเมื่อโจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2550 การที่จำเลยไม่ปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี 2550 ให้แก่โจทก์นั้น จึงเป็นไปตามอำนาจทางการบริหารจัดการของจำเลยตามระเบียบโดยชอบแล้ว การที่โจทก์ใช้รถประจำตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2544 นั้น เป็นสิทธิประโยชน์และเป็นสวัสดิการในรูปแบบที่มิใช่ตัวเงินที่จำเลยจัดให้เฉพาะพนักงานระดับสูง แม้ต่อมาโจทก์จะได้รับอนุมัติจากจำเลยเป็นกรณีพิเศษ ให้เปลี่ยนเป็นการรับเงินช่วยเหลือค่ารถเดือนละ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถเดือนละ 3,000 บาท แทนก็ตามก็ยังถือว่าเป็นสวัสดิการอยู่นั่นเองเพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบเป็นเงินแทน เงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถ จึงเป็นการจ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการ มิใช่เป็นค่าตอบแทนในการทำงานโดยตรงไม่ถือเป็นค่าจ้าง โจทก์ขอและจำเลยยินยอมให้โจทก์รับเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถแทนการใช้รถประจำตำแหน่ง หลังจากจำเลยออกระเบียบงานที่ 14/2549 โดยข้อ 2.7 กำหนดไม่ให้นำเงินช่วยเหลือค่ารถไปรวมกับเงินเดือนเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณผลประโยชน์อื่นใด อันรวมถึงค่าชดเชยด้วย ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางไม่นำเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถมารวมเพื่อเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยให้แก่โจทก์จึงชอบแล้ว จำเลยประกอบกิจการธนาคารและเคยใช้ชื่อว่าธนาคาร ส. จำกัด โจทก์เคยเป็นพนักงานของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ร. ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่จะต้องรวมกิจการ ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการรวมกิจการระหว่างธนาคาร ส. กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อื่น จำเลยกำหนดเงื่อนไขในการจ้างงานไว้กับโจทก์ ว่าจำเลยจะจัดสวัสดิการให้โจทก์ตามระเบียบว่าด้วยสวัสดิการที่จำเลยจัดให้กับพนักงานของจำเลยซึ่งขณะนั้นจำเลยใช้ชื่อว่า ธนาคาร ส. ยกเว้นสวัสดิการว่าด้วยเงินบำเหน็จนั้น แสดงว่ากรณีเงินบำเหน็จที่จัดไว้สำหรับพนักงานของธนาคาร ส. ที่ทำงานมาก่อนที่จะมีการรวมกิจการ เป็นสวัสดิการที่มีมาก่อนแล้วและจำเลยยังคงที่จะสงวนสิทธิไว้ให้แก่พนักงานที่ร่วมทำงานกับจำเลยมาแต่แรก ไม่รวมถึงโจทก์ที่เป็นพนักงานใหม่ซึ่งเพิ่งเข้ามาหลังมีการรวมกิจการ ทั้งไม่ถือเป็นสิทธิของโจทก์ที่มีต่อนายจ้างเดิมที่จะให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างใหม่รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ ตามความหมายในมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ดังนั้น ที่จำเลยไม่จ่ายเงินบำเหน็จในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ชอบแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.575 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.5 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.13

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เดิมใช้ชื่อว่าธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2541 กระทรวงการคลังออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการรวมกิจการระหว่างธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อีก 12 บริษัท ซึ่งมีบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) รวมอยู่ด้วย โจทก์เคยเป็นลูกจ้างของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 โจทก์แจ้งความประสงค์ขอเข้าทำงานกับจำเลย และจำเลยตกลงรับโจทก์เข้าทำงานเป็นพนักงานตำแหน่งรองผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย เริ่มทำงานวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 ได้รับค่าจ้างเดือนละ 54,850 บาท โจทก์มีสิทธิได้ใช้รถประจำตำแหน่ง ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2549 จำเลยอนุมัติให้โจทก์เปลี่ยนแปลงการได้รับสิทธิประโยชน์จากการใช้รถประจำตำแหน่งมาเป็นรับเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถรวมเป็นเงิน เดือนละ 53,000 บาท ระเบียบงานที่ 76/2547 ถูกยกเลิกโดยระเบียบงานที่ 14/2549 ในเดือนมีนาคม 2550 โจทก์เกษียณอายุโดยได้รับค่าชดเชย 954,800 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 3,182.67 บาท ปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องปรับขึ้นเงินเดือนในปี 2550 ให้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีให้แก่ลูกจ้างหรือพนักงานนั้น ไม่มีบทกฎหมายบังคับให้นายจ้างจะต้องกระทำ จึงเป็นอำนาจทางการบริหารจัดการของนายจ้างตามแต่ที่จะกำหนดหรือตามที่ได้ตกลงกับลูกจ้างหรือพนักงานไว้ เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่จะให้รับฟังได้ว่าการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีให้แก่พนักงานเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ทั้งข้อเท็จจริงได้ความตามศาลแรงงานกลางว่าการปรับขึ้นเงินเดือนให้แก่พนักงานเป็นสิทธิเฉพาะของจำเลย และเป็นไปตามนโยบายหรือแนวทางการพิจารณาปรับเงินเดือนให้แก่พนักงานตามที่จำเลยประกาศไว้ ซึ่งได้กำหนดเงื่อนไขว่าพนักงานจะได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนในเดือนมีนาคมของปีถัดไป โดยพนักงานจะรู้ว่าได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนประมาณวันที่ 15 มีนาคม ส่วนพนักงานที่พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานก่อนงวดการจ่ายเงินเดือนในเดือนมีนาคม 2550 จำเลยจะไม่พิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนให้ ดังนั้นเมื่อโจทก์พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานเนื่องจากเกษียณอายุเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2550 การที่จำเลยไม่ปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี 2550 ให้แก่โจทก์นั้น จึงเป็นไปตามอำนาจทางการบริหารจัดการของจำเลยตามระเบียบโดยชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อต่อไปของโจทก์มีว่า การคำนวณค่าชดเชยให้โจทก์โดยไม่นำเอาเงินช่วยเหลือค่ารถเดือนละ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถเดือนละ 3,000 บาท มารวมเป็นค่าจ้างเพื่อเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า เงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถดังกล่าวถือเป็นค่าจ้าง ทั้งตามระเบียบงานที่ 76/2547 กำหนดข้อยกเว้นโดยให้นำเงินช่วยเหลือค่ารถไปรวมกับเงินเดือนเพื่อใช้ในการคำนวณกรณีเกษียณอายุ แม้ต่อมาระเบียบงานที่ 14/2549 จะกำหนดไม่ให้นำเงินดังกล่าวมารวมกับเงินเดือนเพื่อใช้ในการคำนวณก็ตาม แต่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้โจทก์เสียเปรียบ ซึ่งโจทก์ก็ไม่เคยทราบและไม่ยินยอมด้วย จึงไม่อาจนำข้อกำหนดตามระเบียบงานที่ 14/2549 ในส่วนดังกล่าวมาใช้กับโจทก์ได้ นั้น เห็นว่า การที่โจทก์ใช้รถประจำตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2544 นั้น เป็นสิทธิประโยชน์และเป็นสวัสดิการในรูปแบบที่มิใช่ตัวเงินที่จำเลยจัดให้เฉพาะพนักงานระดับสูง แม้ต่อมาโจทก์จะได้รับอนุมัติจากจำเลยเป็นกรณีพิเศษ ให้เปลี่ยนเป็นการรับเงินช่วยเหลือค่ารถเดือนละ 50,000 บาท และค่าน้ำมันรถเดือนละ 3,000 บาท แทนก็ตามก็ยังถือว่าเป็นสวัสดิการอยู่นั่นเองเพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบเป็นเงินแทน เงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถจึงเป็นการจ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการ มิใช่เป็นค่าตอบแทนในการทำงานโดยตรงไม่ถือเป็นค่าจ้าง และเมื่อได้ความจากโจทก์เองว่า โจทก์ขอและจำเลยยินยอมให้โจทก์รับเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถแทนการใช้รถประจำตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2549 หลังจากจำเลยออกระเบียบงานที่ 14/2549 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 โดยกำหนดไม่ให้นำเงินช่วยเหลือค่ารถไปรวมกับเงินเดือนเพื่อใช้เป็นฐานในการคำนวณผลประโยชน์อื่นใด อันรวมถึงค่าชดเชยด้วย นั้น เมื่อโจทก์เองเป็นถึงรองผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย จบการศึกษานิติศาสตร์ย่อมทำความเข้าใจระเบียบที่จำเลยประกาศใช้ได้เป็นอย่างดี การที่จำเลยประกาศใช้ระเบียบงานที่ 14/2549 มาตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549 โดยโจทก์ก็มาขอรับสิทธิประโยชน์จากระเบียบงานดังกล่าว ทั้งระเบียบงานที่ 76/2547 ที่โจทก์นำมาอ้างเพื่อใช้เป็นประโยชน์แก่ตน ก็กำหนดให้มีผลใช้บังคับเพียงถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2548 เท่านั้น ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางไม่นำเงินช่วยเหลือค่ารถและค่าน้ำมันรถมารวมเพื่อเป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยให้แก่โจทก์ ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสุดท้ายของโจทก์ว่า จำเลยต้องจ่ายเงินบำเหน็จแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยประกอบกิจการธนาคารและเคยใช้ชื่อว่าธนาคารสหธนาคารกรุงเทพ จำกัด โจทก์เคยเป็นพนักงานของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ร่วมเสริมกิจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่จะต้องรวมกิจการ ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ให้ความเห็นชอบโครงการรวมกิจการระหว่างธนาคารสหธนาคารจำกัด (มหาชน) กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์อื่น จำเลยกำหนดเงื่อนไขในการจ้างงานไว้กับโจทก์ ว่าจำเลยจะจัดสวัสดิการให้โจทก์ตามระเบียบว่าด้วยสวัสดิการที่จำเลยจัดให้กับพนักงานของจำเลยซึ่งขณะนั้นจำเลยใช้ชื่อว่า ธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) ยกเว้นสวัสดิการว่าด้วยเงินบำเหน็จนั้นแสดงว่ากรณีเงินบำเหน็จที่จัดไว้สำหรับพนักงานของธนาคารสหธนาคาร (จำกัด) มหาชน ที่ทำงานมาก่อน ที่จะมีการรวมกิจการ เป็นสวัสดิการที่มีมาก่อนแล้วและจำเลยยังคงที่จะสงวนสิทธิไว้ให้แก่พนักงานที่ร่วมทำงานกับจำเลยมาแต่แรก ไม่รวมถึงโจทก์ที่เป็นพนักงานใหม่ซึ่งเพิ่งเข้ามาหลังมีการรวมกิจการ ทั้งไม่ถือเป็นสิทธิของโจทก์ที่มีต่อนายจ้างเดิมที่จะให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างใหม่รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ ตามความหมายในมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ดังนั้นที่จำเลยไม่จ่ายเงินบำเหน็จในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15462/2558 นายสุวัฒน์ ก.ศรีสุวรรณ โจทก์ ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุวัฒน์ ก.ศรีสุวรรณ · จำเลย - ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บูรณ์ ฐาปนดุลย์ · นิยุต สุภัทรพาหิรผล · ธีระพงศ์ จิระภาค
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 8785/2550ฎีกา 9016-9043/2549ฎีกา 2894/2532ฎีกา 685/2512ฎีกา 3825/2545ฎีกา 8491/2559ฎีกา 1611/2512ฎีกา 6783/2548ฎีกา 1875/2566ฎีกา 1397/2544ฎีกา 2513/2544ฎีกา 4777/2549ฎีกา 127/2531ฎีกา 955/2536ฎีกา 2845-2847/2546ฎีกา 9072/2547ฎีกา 7635/2543ฎีกา 2364/2524ฎีกา 2093/2532ฎีกา 11912/2553ฎีกา 2839/2527ฎีกา 3539/2536ฎีกา 5200/2543ฎีกา 1479/2526
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ