⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2222/2560

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2222/2560

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมต้องพิจารณาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 นายจ้างสามารถยกเหตุผลอื่นนอกเหนือจากที่ระบุในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างมาเป็นข้อต่อสู้ได้

ย่อคำพิพากษา

การพิจารณาว่ากรณีจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 และบทกฎหมายดังกล่าวมิได้บัญญัติไว้ว่าถ้านายจ้างไม่ได้แจ้งระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ได้แจ้งเหตุที่เลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้าง นายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้นำ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคสาม มาใช้บังคับแก่กรณีการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมด้วย ดังนั้นแม้จำเลยไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้าง จำเลยก็ย่อมยกเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างขึ้นอ้างในภายหลังเพื่อเป็นข้อต่อสู้ในเรื่องการเลิกจ้าง ที่ไม่เป็นธรรมได้ การที่ศาลแรงงานภาค 7 วินิจฉัยโดยตัดสิทธิจำเลยมิให้ยกเอาข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุอื่นนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างมาต่อสู้คดีจึงไม่ชอบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.119 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.49

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 9,712 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 18,452 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานภาค 7 คู่ความแถลงรับว่าจำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามฟ้องให้แก่โจทก์โดยโจทก์ได้รับแล้ว และโจทก์ไม่ติดใจที่จะเรียกดอกเบี้ยในเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าว ศาลแรงงานภาค 7 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 เมษายน 2556) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2555 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานที่สาขาจังหวัดราชบุรี ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ฝึกอบรม ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 9,712 บาท ต่อมาวันที่ 5 เมษายน 2556 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ตามหนังสือเลิกจ้าง ระบุเหตุที่เลิกจ้างว่าเนื่องจากมีผลการปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามที่จำเลยกำหนด แล้ววินิจฉัยว่า การระบุเหตุเลิกจ้างดังกล่าวเท่ากับจำเลยประสงค์จะถือเอาเฉพาะเหตุที่ระบุในหนังสือเลิกจ้างเพียงประการเดียวเป็นเหตุเลิกจ้างเมื่อจำเลยถูกฟ้องก็ชอบที่จะยกเอาเหตุตามที่ระบุในหนังสือเลิกจ้างเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การเท่านั้น จำเลยจะยกเหตุอื่นนอกเหนือจากที่ระบุในหนังสือเลิกจ้างดังกล่าวเป็นข้อต่อสู้ไม่ได้ การที่จำเลยยกเหตุว่าโจทก์ประพฤติผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในชั้นพิจารณานั้น จึงเป็นการขัดกับเหตุผลในหนังสือเลิกจ้าง จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เห็นควรกำหนดค่าเสียหาย 15,000 บาท ให้จำเลยจ่ายแก่โจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างโจทก์ โดยไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ได้แจ้งเหตุให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้าง จำเลยจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างเพื่อเป็นข้อต่อสู้ในเรื่องการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมได้หรือไม่ เห็นว่า การพิจารณาว่ากรณีจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 และบทกฎหมายดังกล่าวมิได้บัญญัติไว้ว่าถ้านายจ้างไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ได้แจ้งเหตุที่เลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้าง นายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้ ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคสาม มาใช้บังคับแก่กรณีการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมด้วย ดังนั้นแม้จำเลยไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่เลิกจ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้าง จำเลยก็ย่อมยกเหตุผลในการเลิกสัญญาจ้างขึ้นอ้างในภายหลังเพื่อเป็นข้อต่อสู้ในเรื่องการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมได้ การที่ศาลแรงงานภาค 7 วินิจฉัยโดยตัดสิทธิจำเลยมิให้ยกเอาข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุอื่นนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง มาต่อสู้คดีจึงไม่ชอบ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น และชอบที่ศาลแรงงานภาค 7 จะต้องฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ประพฤติผิดระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน กระทำผิดวินัยร้ายแรง จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายหรือไม่ เสียก่อน หากโจทก์ได้กระทำความผิดตามที่จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้ จึงจะวินิจฉัยว่ากรณีมีเหตุที่จะเลิกจ้างโจทก์อันเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ต่อไป เมื่อศาลแรงงานภาค 7 มิได้ฟังข้อเท็จจริงมา เห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวตามที่จำเลยให้การต่อสู้คดีเสียก่อน พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 7 ให้ศาลแรงงานภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้กระทำความผิดดังที่จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้หรือไม่ แล้วพิพากษาคดีนั้นใหม่ตามรูปคดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสาม ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2222/2560 นางสาวฐิติรัตน์ จูฑะศร โจทก์ บริษัทลัคกี้นิตติ้งแอนด์ดายอิ้ง จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวฐิติรัตน์ จูฑะศร · จำเลย - บริษัทลัคกี้นิตติ้งแอนด์ดายอิ้ง จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บูรณ์ ฐาปนดุลย์ · นิยุต สุภัทรพาหิรผล · ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานภาค 7 - นายอนุภาพ สุวรรณโชติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำร.53/2557

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6877/2544ฎีกา 7083/2548ฎีกา 14485/2558ฎีกา 5396/2540ฎีกา 1221/2549ฎีกา 7044/2537ฎีกา 859/2527ฎีกา 6252/2540ฎีกา 8631/2550ฎีกา 1850/2547ฎีกา 8854/2547ฎีกา 6000-6040/2544ฎีกา 15617/2558ฎีกา 14399-14401/2553ฎีกา 3041/2531ฎีกา 1352/2542ฎีกา 5678/2530ฎีกา 3493-3494/2531ฎีกา 2132/2545ฎีกา 1254/2546ฎีกา 3365/2533ฎีกา 2157/2543ฎีกา 1486/2549ฎีกา 295/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา