⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2132/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2132/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ลูกจ้างกระทำผิดจนเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างไม่ร้ายแรง ไม่เป็นเหตุให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน การอุทธรณ์ที่ไม่ได้กล่าวถึงเหตุผลในการไม่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ถือเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้ง ศาลจะรับวินิจฉัยไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

แม้การขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อของโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างจะเป็นเหตุให้ผู้จัดการทั่วไปของจำเลยได้รับอันตรายแก่กาย หน้าผากแตกเลือดซึม ตาซ้าย ไหล่ซ้ายเอว และขาซ้ายเจ็บ และทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหายก็ตาม แต่การบาดเจ็บของผู้จัดการทั่วไปเป็นการบาดเจ็บเล็กน้อย ทั้งค่าเสียหายของรถยนต์ดังกล่าวบริษัทประกันภัยเป็นผู้รับผิดชอบ จำเลยจึงได้รับความเสียหายอยู่บ้างแต่ไม่มากนัก ยังถือไม่ได้ว่าลูกจ้างประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119(3) เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยมิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์เพราะเหตุใด โดยจำเลยอุทธรณ์เน้นเฉพาะบทกฎหมายที่บัญญัติว่านายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่านั้น จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.119 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยได้จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานขับรถ ต่อมาจำเลยได้บอกเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 145,600 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 18,200 บาท และค่าเสียหาย 327,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ากับค่าเสียหาย และร้อยละ 15 ต่อปีของค่าชดเชย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์เป็นพนักงานขับรถยนต์ประจำตำแหน่งของผู้บริหารจำเลย โจทก์ได้ขับรถยนต์ประจำตำแหน่งดังกล่าวด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังโดยขับรถด้วยความเร็วสูงเป็นเหตุให้พุ่งชนรถยนต์คันหน้า รถเสียหลักชนเกาะกลางถนนได้รับความเสียหาย 66,400 บาท ผู้บริหารจำเลยได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยต้องเสียค่าเช่าระหว่างซ่อม 42,000 บาท และเช่ารถยนต์ใหม่มาใช้แทนเป็นเงิน 100,500 บาท การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยเสียหายอย่างร้ายแรง ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหาย 208,700 บาทแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า รถยนต์ประจำตำแหน่งของจำเลยที่โจทก์เป็นคนขับนั้นเป็นรถเช่า หากเกิดการเสียหายใด ๆ จำเลยไม่ต้องรับผิดแต่อย่างใด เป็นหน้าที่ของผู้ให้เช่าและผู้รับประกันภัยต้องรับผิดในความเสียหายดังกล่าว ส่วนจำเลยต้องชำระค่าเช่าระหว่างซ่อมนั้นไม่เกี่ยวกับโจทก์เพราะปกติจำเลยต้องจ่ายค่าเช่าอยู่แล้ว สำหรับการเช่ารถยนต์คันใหม่มาใช้ไม่จำเป็นเพราะจำเลยยังมีรถยนต์คันอื่นใช้อยู่ หากจำเลยเช่ารถยนต์คันใหม่จริงก็ไม่เกี่ยวกับโจทก์เช่นเดียวกัน ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า18,200 บาท ค่าชดเชย 145,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าร้อยละ 15 ต่อปีของค่าชดเชย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ประมาทเลินเล่อขับรถยนต์ประจำตำแหน่งของจำเลยไปเฉี่ยวชนรถยนต์คันอื่นและกระแทกกับกำแพงกั้นแนวถนนเป็นเหตุให้ผู้จัดการทั่วไปของจำเลยได้รับอันตรายแก่กายรถยนต์ได้รับความเสียหายต้องเสียค่าซ่อมและเสียค่าเช่ารถยนต์ในระหว่างการซ่อมดังที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมา ถือได้ว่าเป็นกรณีที่ลูกจ้างประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 119(3) นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาว่าโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อแล้ว ก็ต้องพิจารณาถึงผลแห่งการกระทำนั้นว่าเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายมากน้อยเพียงใด ปรากฏว่าการขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อของโจทก์เป็นผลให้ผู้จัดการทั่วไปของจำเลยได้รับอันตรายแก่กาย หน้าผากแตกเลือดซึม ตาซ้าย ไหล่ซ้าย เอวและขาซ้ายเจ็บ และเป็นผลให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย แต่การบาดเจ็บของผู้จัดการทั่วไปดังกล่าวเป็นการบาดเจ็บเล็กน้อย ทั้งรถยนต์ดังกล่าวเป็นของผู้ให้เช่าและค่าเสียหายจากการซ่อมรถ บริษัทประกันภัยเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนค่าเช่ารถยนต์ก็เป็นค่าใช้จ่ายปกติของจำเลยที่ต้องจ่ายประจำอยู่แล้ว กรณีจึงเป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยได้รับความเสียหายอยู่บ้างแต่ไม่มากนักยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่ลูกจ้างประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จำเลยเลิกจ้างโจทก์ในกรณีดังกล่าวจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาที่จำเลยอุทธรณ์เกี่ยวกับการจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าซึ่งจำเลยมีคำขอท้ายอุทธรณ์ให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์ ในส่วนนี้ด้วยนั้น ปรากฏว่าอุทธรณ์ของจำเลยมิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ต้องจ่ายเงินดังกล่าวด้วยเหตุใด โดยจำเลยอุทธรณ์เน้นเฉพาะบทกฎหมายที่บัญญัติว่านายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยเท่านั้น จึงเป็นอุทธรณ์ที่จำเลยไม่ได้กล่าวไว้โดยชัดแจ้งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2132/2545 นาย มนตรี คำดี โจทก์ บริษัท วาย.เอ็ม.พี. (ไทยแลนด์) จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย มนตรี คำดี · จำเลย - บริษัท วาย.เอ็ม.พี. (ไทยแลนด์) จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เกษมสันต์ วิลาวรรณ · วีรพจน์ เพียรพิทักษ์ · พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2909/2524ฎีกา 7238-7239/2544ฎีกา 2893/2540ฎีกา 3563/2543ฎีกา 3116/2529ฎีกา 4715/2542ฎีกา 394/2550ฎีกา 7919/2553ฎีกา 4359/2540ฎีกา 367/2568ฎีกา 4838/2548ฎีกา 685/2550ฎีกา 7122/2545ฎีกา 1968/2533ฎีกา 2328/2533ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1646/2546ฎีกา 5086/2537ฎีกา 3136/2524ฎีกา 1948/2523ฎีกา 8988/2550ฎีกา 2572/2541ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ