⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4481/2560

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4481/2560

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียและจะเสียหายจากการบังคับคดี มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ได้ หากหนี้ตามคำพิพากษาที่ใช้บังคับคดีระงับไปแล้ว

ย่อคำพิพากษา

การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินของผู้ร้องเนื่องจากหนี้ตามคำพิพากษาที่โจทก์มีต่อจำเลยระงับไปแล้ว เป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยไม่มีสิทธิบังคับคดีต่อโจทก์อีกต่อไปและการบังคับคดีโดยการยึดที่ดินของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยจะอุทธรณ์ว่าทรัพย์สินที่ยึดเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างผู้ร้องและโจทก์ก็ตาม แต่หากหนี้ที่โจทก์มีต่อจำเลยเป็นหนี้ที่ระงับไปแล้ว การยึดที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นการกระทบกระเทือนสิทธิของผู้ร้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ด้วย ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายจากเหตุดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคหนึ่ง กรณีไม่ใช่การร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึดโดยอ้างว่าทรัพย์สินที่ยึดไม่ใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเพิกถอนการยึดทรัพย์ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.296 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลแรงงานภาค 4 มีคำพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 10,556,698 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2554 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย คำขออื่นให้ยกและยกฟ้องโจทก์ วันที่ 31 ตุลาคม 2555 ศาลแรงงานภาค 4 ได้ออกหมายบังคับคดี ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์และจำเลยได้ตกลงกันลดเหลือ 3,300,000 บาท และฝ่ายโจทก์ได้ชำระโดยโอนที่ดินตีชำระหนี้ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2556 แล้ว หนี้ตามคำพิพากษาจึงเป็นอันระงับแต่จำเลยได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดกาฬสินธุ์ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 28042 และเลขที่ 24815 ตำบลผาเสวย อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ การบังคับคดีเป็นการไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดกาฬสินธุ์ จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลแรงงานภาค 4 มีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 28042 และเลขที่ 24815 ตำบลผาเสวย อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ ของผู้ร้อง แจ้งให้พนักงานบังคับคดีทราบ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอเพิกถอนการยึดทรัพย์หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ที่ดินทั้งสองแปลงที่จำเลยนำยึดเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และผู้ร้องได้มาระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรส โดยเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์และผู้ร้อง แม้โจทก์และผู้ร้องจะจดทะเบียนหย่าในภายหลังก็ตาม การยึดทรัพย์เป็นการยึดทรัพย์สินของโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ตาม คำพิพากษา ผู้ร้องหามีสิทธิที่จะร้องขอเพิกถอนการบังคับคดี แต่ชอบที่จะขอกันส่วนเงินที่ขายทอดตลาดเท่านั้น เห็นว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินของผู้ร้องเนื่องจากหนี้ตามคำพิพากษาที่โจทก์มีต่อจำเลยระงับไปแล้ว จึงเป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยไม่มีสิทธิบังคับคดีต่อโจทก์อีกต่อไปและการบังคับคดีโดยการยึดที่ดินของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยจะอุทธรณ์ว่าทรัพย์สินที่ยึดเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างผู้ร้องและโจทก์ก็ตาม แต่หากหนี้ที่โจทก์มีต่อจำเลยเป็นหนี้ที่ระงับไปแล้ว การยึดที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นการกระทบกระเทือนสิทธิของผู้ร้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ด้วย ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายจากเหตุดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคหนึ่ง กรณีไม่ใช่การร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึดโดยอ้างว่าทรัพย์สินที่ยึดไม่ใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตาม มาตรา 288 ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเพิกถอนการยึดทรัพย์ได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยอุทธรณ์ประการต่อมาว่า การโอนที่ดินสองแปลงให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม2556 เป็นการชำระหนี้บางส่วนเท่านั้น ศาลแรงงานภาค 4 รับฟังข้อเท็จจริงแล้วว่า โจทก์ขอลดยอดหนี้ที่มีต่อจำเลยเหลือ 3,000,000 บาท โดยจะโอนทรัพย์สินตีใช้หนี้ทันที ที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการของจำเลยได้พิจารณาแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ให้เรียกค่าเสียหายจากโจทก์ 3,300,000 บาท โดยวิธีการตีราคาทรัพย์สินเป็นที่ดิน 6 แปลง ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว และกำหนดให้สิทธิโจทก์ไถ่คืนภายใน 5 ปี ในราคา 3,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 จำเลยจดทะเบียนรับโอนที่ดินดังกล่าวตามสำเนาโฉนดที่ดินและบันทึกข้อตกลงเรื่องโอนชำระหนี้จำนอง หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นอันระงับไปแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานภาค 4 เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4481/2560 นายสหพลหรือชนะพล ศรีบ้านโพน โจทก์ นางปราณี ศรีบ้านโพน ผู้ร้อง สหกรณ์การเกษตรกุฉินารายณ์ จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสหพลหรือชนะพล ศรีบ้านโพน · ผู้ร้อง - นางปราณี ศรีบ้านโพน · จำเลย - สหกรณ์การเกษตรกุฉินารายณ์ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)รังสรรค์ กุลาเลิศ · วิชัย เอื้ออังคณากุล · ปกรณ์ สุวรรณพรหมา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานภาค 4 - นายสมนึก เมืองคำสกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำร.2361/2558

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4413/2542ฎีกา 396/2523ฎีกา 1929/2531ฎีกา 704/2522ฎีกา 1056/2543ฎีกา 264/2547ฎีกา 5004/2540ฎีกา 472/2551ฎีกา 3409/2525ฎีกา 73/2527ฎีกา 3278/2535ฎีกา 1424/2531ฎีกา 3051/2533ฎีกา 1645/2530ฎีกา 368/2536ฎีกา 2746/2534ฎีกา 962/2534ฎีกา 4098/2539ฎีกา 8099/2543ฎีกา 6863-6879/2553ฎีกา 8099/2544ฎีกา 1155/2537ฎีกา 1107/2493ฎีกา 4982/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา