⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5655-5656/2561

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5655-5656/2561

ป.อาญา ม.80, 83, 265 ฯลฯ · ป.พ.พ. ม.227, 880, 1336

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานที่บัญญัติเพิ่มเติมภายหลัง ย่อมตกอยู่ภายใต้บังคับย้อนหลังไปนับแต่วันที่มีการกระทำความผิดมูลฐานนั้น ผู้เสียหายมีสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนที่ถูกผู้อื่นเอาไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ทรัพย์สินนั้นจะถูกนำไปซื้อทรัพย์สินอื่นหรือได้ดอกผลก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

แม้มีการบัญญัติเพิ่มเติมความผิดมูลฐานภายหลังจากที่ได้มีการกระทำความผิดมูลฐานนั้นก็ตาม ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับความผิดมูลฐานที่บัญญัติเพิ่มเติมดังกล่าวย่อมตกอยู่ภายใต้บังคับย้อนหลังไปทันที นับแต่วันที่มีการกระทำความผิดมูลฐานนั้น ขณะผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดิน ยังไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติวรรคหก ของมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่บัญญัติว่าผู้ร้องต้องร้องขอให้ศาลสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินไปในคราวเดียวกัน และผู้ร้องก็มิได้มีคำร้องขอดังกล่าวเพิ่มเติมมาในภายหลังที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัตินี้ ศาลจึงไม่อาจสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าเงินที่ ส. กับพวกชิงทรัพย์ไปเป็นของผู้เสียหายที่ได้มาโดยสุจริต ผู้เสียหายจึงมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งเงินของตนจาก ส. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ผู้คัดค้านทั้งสอง ซึ่งรับช่วงสิทธิจากผู้เสียหายจึงเป็นผู้มีสิทธิในฐานะเจ้าของเงินที่แท้จริง และยังถือได้ว่าเป็นผู้รับโอนสิทธิโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนที่จะติดตามเอาเงินคืนจาก ส. กับพวกตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ด้วย เมื่อ ส. นำเงินของผู้เสียหายไปซื้อหุ้นและวางเป็นหลักประกันในบัญชี (ซื้อขาย) หลักทรัพย์ และได้เงินปันผลจากหุ้นที่ซื้อซึ่งเป็นทรัพย์สินและดอกผลของผู้เสียหายที่ ส. ต้องคืนแก่ผู้เสียหาย ทรัพย์สินนั้นจึงไม่ตกเป็นของแผ่นดิน โดยผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้รับช่วงสิทธิรับเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวนี้แทน (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 15/2561)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.265 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268 ประมวลกฎหมายอาญา ม.289 ประมวลกฎหมายอาญา ม.339 ประมวลกฎหมายอาญา ม.340 ประมวลกฎหมายอาญา ม.371 ประมวลกฎหมายอาญา ม.376 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.227 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.880 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336 พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 ม.15 พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 ม.42 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม.51

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.265 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.268 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกพนักงานอัยการผู้ร้องทั้งสองสำนวนว่า ผู้ร้อง และเรียกบริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) กับบริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผู้คัดค้านทั้งสองสำนวนว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ตามลำดับ ผู้ร้องทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด พร้อมดอกผลของทรัพย์สินที่เกิดขึ้น ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว ผู้คัดค้านทั้งสองสำนวนยื่นคำคัดค้านขอให้คุ้มครองสิทธิตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินคือ หุ้นทั้ง 2 รายการ มูลค่าประมาณ 1,444,250 บาท และเงินหลักประกันในบัญชีหลักทรัพย์กับเงินในบัญชีธนาคารอีก 2 รายการ มูลค่า 258,942.95 บาท พร้อมดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นมิให้ตกเป็นของแผ่นดินตาม มาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สิน 4 รายการ ของนายสายฟ้า ได้แก่ หุ้นบริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) 40,000 หุ้น ราคาประเมิน 1,190,000 บาท หุ้นบริษัทโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) 3,000 หุ้น ราคาประเมิน 254,250 บาท พร้อมดอกผล และเงินหลักประกันในบัญชีหลักทรัพย์บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 092 xxx-x ชื่อบัญชีนายสายฟ้า จำนวน 203,529.29 บาท กับเงินฝากในบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาคลองจั่น เลขที่บัญชี 156 - 5 - 25xxx-x ชื่อบัญชีนายสายฟ้า จำนวน 55,413.66 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองให้เป็นพับ ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จ้างบริษัทกรุงเทพเซอร์เว็กซ์ จำกัด ขนส่งเงินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้รับประกันภัยสำหรับเงินไว้จากบริษัทกรุงเทพเซอร์เว็กซ์ จำกัด โดยผู้คัดค้านที่ 1 ร่วมรับประกันภัยในสัดส่วน 70 เปอร์เซ็นต์ ผู้คัดค้านที่ 2 ร่วมรับประกันภัยในสัดส่วน 30 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนเงินที่เอาประกันภัย มีอายุการคุ้มครอง 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2555 ถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2556 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2555 นายสายฟ้ากับพวกร่วมกันชิงทรัพย์เงินจากพนักงานขนเงินบริษัทกรุงเทพเซอร์เว็กซ์ จำกัด ที่กำลังขนเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบางปะอิน ไป 15,590,000 บาท หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจ ตำรวจภูธรภาค 1 สืบทราบและจับนายสายฟ้ากับนายวีระจักร์ ดำเนินคดีข้อหาชิงทรัพย์เงินดังกล่าว เจ้าพนักงานตำรวจติดตามยึดเงินคืนได้ 6,600,000 บาท ยังไม่ได้คืน 8,990,000 บาท ต่อมาพนักงานอัยการยื่นฟ้องนายสายฟ้ากับนายวีระจักร์เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และวันที่ 19 มีนาคม 2556 ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยาพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 265, 268, 289 (7) ประกอบมาตรา 80, 339 วรรคสาม ประกอบมาตรา 340 ตรี, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 42 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 คดีดังกล่าวถึงที่สุด เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2556 บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน) ส่งแบบรายงานการทำธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย (ปปง. 1 - 03) แจ้งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินว่าผู้ทำธุรกรรมชื่อนายสายฟ้า นำเงินที่ได้จากการชิงทรัพย์ดังกล่าวมาซื้อหุ้นที่บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน) จำนวน 2,000,000 บาท และวันที่ 2 กันยายน 2556 บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน) มีหนังสือแจ้งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ว่านายสายฟ้าได้โทรศัพท์จากเรือนจำประสงค์จะขายหุ้นทั้งหมดที่อยู่ที่บริษัท ต่อมาคณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้อายัดทรัพย์ของนายสายฟ้ากับพวกไว้ชั่วคราวคือ หุ้นบริษัทบ้านปู จำกัด (มหาชน) 40,000 หุ้น ราคา 1,190,000 บาท และหุ้นบริษัทโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) 3,000 หุ้น ราคา 254,250 บาท ที่ซื้อผ่านบริษัทหลักทรัพย์ธนชาต จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 092 xxx-x กับเงินหลักประกันบัญชีหลักทรัพย์ดังกล่าวชื่อบัญชีนายสายฟ้า จำนวน 203,529.29 บาท และเงินฝากในบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาคลองจั่น เลขที่บัญชี 156 - 5 - 25xxx-x ชื่อบัญชีนายสายฟ้า จำนวน 55,413.66 บาท และมีมติส่งเรื่องให้ผู้ร้องพิจารณาขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ยึดไว้ดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน หลังเกิดเหตุชิงทรัพย์ดังกล่าว บริษัทกรุงเทพเซอร์เว็กซ์ จำกัด ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 15,590,000 บาท ให้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และผู้คัดค้านทั้งสองชำระค่าเสียหายให้แก่บริษัทกรุงเทพเซอร์เว็กซ์ จำกัด โดยผู้คัดค้านที่ 1 ชำระเงิน 6,573,000 บาท ผู้คัดค้านที่ 2 ชำระเงิน 2,817,000 บาท รวมเป็นเงิน 9,390,000 บาท โดยแบ่งเป็นชำระค่าเสียหาย 8,990,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ 400,000 บาท และผู้คัดค้านทั้งสองได้เป็นโจทก์ฟ้องนายสายฟ้าและนายวีระจักร์เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ 17 มิถุนายน 2557 ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 6,293,000 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,697,000 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองประการแรกก่อนว่า ความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (18) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติป้องกันและการปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2556 โดยมีผลใช้บังคับในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2556 อันเป็นการบัญญัติเพิ่มเติมความผิดมูลฐานดังกล่าวนี้ในภายหลังจากที่นายสายฟ้าได้กระทำความผิดมูลฐานนี้จะมีผลบังคับย้อนหลังหรือไม่นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ว่า เพื่อเป็นการตัดวงจรมิให้ผู้ประกอบอาชญากรรมนำเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้นมากระทำการในรูปแบบต่างๆ อันเป็นการฟอกเงินเพื่อนำเงินหรือทรัพย์สินนั้นไปใช้เป็นประโยชน์ในการกระทำความผิดต่อไปได้อีก ทำให้ยากแก่การปราบปรามการกระทำความผิดกฎหมาย ซึ่งแม้จะมีผลเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลก็ตาม แต่ก็จะมีผลกระทบต่อเฉพาะผู้ประกอบอาชญากรรมและผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วยเท่านั้น ส่วนบุคคลผู้เป็นสุจริตชนนั้นจะไม่มีผลกระทบด้วยแต่ประการใด ทั้งไม่เป็นการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย หากแต่เป็นการบังคับทางแพ่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานนั้นตกเป็นของแผ่นดินอันเป็นประโยชน์แก่ประชาชนคนสุจริตทั่วไป ดังนั้น แม้จะมีการบัญญัติเพิ่มเติมความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (18) ในภายหลังจากที่ได้มีการกระทำความผิดมูลฐานดังกล่าวก็ตาม ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับความผิดฐานนี้ย่อมตกอยู่ภายใต้บังคับย้อนไปทันทีนับแต่วันที่มีการกระทำความผิดมูลฐานอันบัญญัติเพิ่มเติมดังกล่าวนี้ได้ นอกจากนี้ที่ผู้คัดค้านทั้งสองฎีกาว่า ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมวรรคหกของมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ให้เลขาธิการขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินด้วยในคราวเดียวกัน และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้เสียหายในความผิดมูลฐานควรต้องยกคำร้องและให้ไปดำเนินการตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏชัดตามบทบัญญัติว่า พนักงานอัยการผู้ร้องต้องร้องขอไปในคราวเดียวกับการร้องขอให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดิน ดังนั้น เมื่อในขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้มาโดยที่ยังไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมบทกฎหมายดังกล่าวมานี้แล้วและผู้ร้องก็มิได้มีคำร้องขอให้ศาลสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายเพิ่มเติมมาในภายหลังจากที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัตินี้แล้วศาลจึงมิอาจสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายตามที่ฎีกาได้ ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายทั้งสองประการที่ผู้คัดค้านทั้งสองอ้างมานั้นฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองประการสุดท้ายว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นเจ้าของที่แท้จริง ผู้รับโอนหรือผู้รับประโยชน์โดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือได้มาซึ่งประโยชน์โดยสุจริตตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าเงินที่นายสายฟ้ากับพวกชิงทรัพย์ไปนั้นเป็นของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และเป็นเงินที่ได้มาจากการประกอบธุรกิจธนาคารโดยสุจริต ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จึงมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งเงินของตนจากนายสายฟ้าผู้ชิงเงินไปโดยผิดกฎหมายและไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เมื่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทกรุงเทพเซอร์เว็กซ์ จำกัด ที่ตกเป็นลูกหนี้ต้องชดใช้เงินที่ถูกชิงไปตามสัญญาข้อตกลงรับจ้างขนเงิน และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้รับค่าสินไหมทดแทนเต็มตามจำนวนเงินที่ถูกนายสายฟ้ากับพวกชิงเอาไปแล้ว บริษัทกรุงเทพเซอร์เว็กซ์ จำกัด ย่อมเข้าสู่ฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) อันเกี่ยวกับเงินที่ถูกชิงไปด้วยอำนาจกฎหมาย มีสิทธิติดตามและเอาเงินจำนวนที่ชดใช้ไปดังกล่าวคืนจากนายสายฟ้ากับพวกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 227 และเมื่อผู้คัดค้านทั้งสองได้ร่วมกันชดใช้เงินตามสัดส่วนของตนให้แก่บริษัทกรุงเทพเซอร์เว็กซ์ จำกัด ในฐานะผู้รับประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว ผู้คัดค้านทั้งสองย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของบริษัทกรุงเทพเซอร์เว็กซ์ จำกัด ที่มีสิทธิติดตามเอาเงินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) คืนจากนายสายฟ้ากับพวกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 ดังนั้น ผู้คัดค้านทั้งสองจึงเป็นผู้มีสิทธิในฐานะเจ้าของเงินที่แท้จริงด้วยการรับช่วงสิทธิมาจากเจ้าของเงินที่แท้จริงตามลำดับที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว และยังถือได้ว่าเป็นผู้รับโอนสิทธิที่จะติดตามเอาเงินคืนจากนายสายฟ้ากับพวกโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เมื่อนายสายฟ้านำเงินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ไปซื้อหุ้นและไปวางไว้เป็นหลักประกันในบัญชี (ซื้อขาย) หลักทรัพย์ ทั้งยังได้เงินปันผลจากหุ้นที่ซื้อมาดังกล่าวด้วยนั้นล้วนเป็นทรัพย์สินและดอกผลของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่นายสายฟ้าไม่มีสิทธิที่จะยึดถือไว้ต้องคืนให้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยมีผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้รับช่วงสิทธิรับเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวนี้แทน ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลแพ่งให้ทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสองในปัญหาข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษากลับให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5655 - 5656/2561 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้ร้อง บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) กับพวก ผู้คัดค้าน

รายละเอียดคดี

คู่ความผู้ร้อง - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · ผู้คัดค้าน - บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นิยุต สุภัทรพาหิรผล · วรงค์พร จิระภาค · วิรุฬห์ แสงเทียน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายดิลก เสริมวิริยะกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายสุทธิ จันทรสุทธิ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำปค15/2559

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 2834/2527ฎีกา 8875/2542ฎีกา 861/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 6355/2544ฎีกา 4225/2559ฎีกา 647/2563ฎีกา 967/2491ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2766/2546ฎีกา 8364/2544ฎีกา 778/2519ฎีกา 2936/2543ฎีกา 960/2559ฎีกา 831/2532ฎีกา 4832/2536ฎีกา 1165/2537ฎีกา 1141/2506ฎีกา 5957/2530ฎีกา 8651/2558ฎีกา 16561/2557
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา