⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 521/2562

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 521/2562

ป.พ.พ. ม.193, 223, 420 ฯลฯ · ป.วิ.แพ่ง ม.142, 177, 225 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นจริง จึงต้องเริ่มนับอายุความแต่วันที่เกิดความเสียหายเป็นวันที่รู้ถึงการละเมิด มิใช่นับแต่วันที่รู้ถึงการกระทำผิดกฎหมายเท่านั้น และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน เจ้าหนี้ของเจ้ามรดกที่มีสิทธิเรียกร้องมีกำหนดอายุความยาวกว่าหนึ่งปี จะฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

แม้ ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด แต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 บัญญัติว่า "ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่รางกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น" แสดงว่าแม้ผู้ทำละเมิดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายแล้ว แต่เมื่อยังไม่เกิดความเสียหาย ผู้ทำละเมิดก็ยังไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นจริง จึงต้องเริ่มนับอายุความแต่วันที่เกิดความเสียหายเป็นวันที่รู้ถึงการละเมิด มิใช่นับแต่วันที่รู้ถึงการกระทำผิดกฎหมายเท่านั้น และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หนี้อันเกิดแต่มูลละเมิดที่ บ. ร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำไว้ก่อน บ. ถึงแก่ความตาย หนี้ดังกล่าวในส่วนของ บ. ย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ผู้เป็นทายาทโดยธรรม จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสอง แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1601 ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม บัญญัติว่า "...ถ้าสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกมีกำหนดอายุความยาวกว่าหนึ่งปี มิให้เจ้าหนี้นั้นฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก" หมายถึง กรณีที่เจ้าหนี้ทราบแล้วว่าตนมีสิทธิเรียกร้องต่อเจ้ามรดก แม้อายุความตามสิทธิเรียกร้องนั้นยาวกว่าหนึ่งปี เจ้าหนี้ก็จะต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่เจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก เมื่อ บ. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2548 โจทก์ทั้งสองเพิ่งรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2554 และวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 ตามลำดับ สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสองเพิ่งเกิดขึ้นหลังจาก บ. เจ้าของมรดกถึงแก่ความตายไปแล้ว ต้องถือว่าโจทก์ทั้งสองรู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของ บ. ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2554 และวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 ตามลำดับด้วย โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2555 ยังไม่พ้นกำหนดหนึ่งปี จึงยังไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม ส่วนการที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันทำการป้องกันมิให้เกิดการทรุดพังทลายของดินในแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะอีกต่อไป ไม่ใช่การฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน และไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2555 จึงยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2554 และวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 ตามลำดับ คดีโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้ไม่ขาดอายุความ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.193 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.223 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.448 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.812 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.820 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1167 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1342 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1343 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1599 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1600 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1601 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1754

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันทำการป้องกันมิให้เกิดการทรุดพังทลายของดินในแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะไม่มีชื่อดังกล่าวอีกต่อไป โดยใช้กล่องเกเบี้ยนบรรจุหินขนาดใหญ่ขนาด 2 x 1 x 1 เมตร ประกอบการบดอัดดินเดิมทับบนแผ่นเสริมกำลังดิน และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะไม่มีชื่อดังกล่าวให้กลับมีสภาพเป็นดังเดิมก่อนหน้าที่จะพังทลายลง โดยทำการถมและบดอัดดินจำนวน 36,400 ลูกบาศก์เมตร ให้เป็นแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะไม่มีชื่อดังกล่าว หากจำเลยทั้งห้าไม่สามารถกระทำได้ให้ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 15,060,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำการป้องกันมิให้เกิดการทรุดพังทลายของดินในแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะไม่มีชื่อตามคำฟ้อง โดยใช้กล่องเกเบี้ยน บรรจุหินใหญ่ขนาด 2 x 1 x 1 เมตร ประกอบการบดอัดดินเดิมทับบนแผ่นเสริมกำลังดิน Giogrid และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะไม่มีชื่อดังกล่าวให้กลับมีสภาพเป็นดังเดิมก่อนหน้าที่จะพังทลายโดยการถมและบดอัดดิน 36,400 ลูกบาศก์เมตร ให้เป็นแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะไม่มีชื่อดังกล่าว หากจำเลยทั้งห้ากระทำการดังกล่าวไม่ได้ให้ร่วมกันชำระเงิน 8,820,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2555 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 150,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 50,000 บาท ทั้งนี้ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำการป้องกันมิให้เกิดการทรุดพังทลายของดินในแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณประโยชน์ไม่มีชื่อที่พิพาท โดยใช้กล่องเกเบี้ยน บรรจุหินใหญ่ขนาด 2 x 1 x 1 เมตร ประกอบการบดอัดดินเดิมทับบนแผ่นเสริมกำลังดิน Giogrid และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันทำแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณประโยชน์ไม่มีชื่อดังกล่าวให้กลับมีสภาพเป็นดังเดิมก่อนที่จะพังทลายโดยการถมและบดอัดดิน 36,400 ลูกบาศก์เมตร ให้เป็นแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณประโยชน์ไม่มีชื่อดังกล่าว หากจำเลยทั้งห้ากระทำการดังกล่าวไม่ได้ให้ร่วมกันชำระเงิน 15,060,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2555 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งห้าฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าประการแรกว่า การพังทลายของถนนสาธารณะเกิดจากการขุดดินในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4774 หรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การพังทลายของถนนสาธารณะเกิดขึ้นโดยมีสาเหตุมาจากการขุดดินในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4774 มิได้เกิดขึ้นจากเหตุธรรมชาติหรือน้ำกัดเซาะตามที่จำเลยทั้งห้าให้การต่อสู้ จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และนายบุญมีร่วมกันขุดดินในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4774 โดยขุดดินในที่ดินดังกล่าวต่อเนื่องเรื่อยมาในลักษณะเป็นบ่อดินขนาดใหญ่มีความลึกประมาณ 10 ถึง 40 เมตร เกือบเต็มตลอดพื้นที่และห่างจากแนวเขตถนนสาธารณะไม่มีชื่อที่พิพาทไม่มากนัก และในการขุดดินในที่ดินแปลงดังกล่าวจำเลยที่ 1 และนายบุญมีไม่ได้ทำการใดที่เป็นการจัดการป้องกันมิให้ดินที่อยู่ในแนวเขตทางสาธารณะและดินที่เป็นถนนสาธารณประโยชน์ไม่มีชื่อดังกล่าวพังลงมาหรือพังทลายเลื่อนไถลลงไปในที่ดินหรือบ่อดินของจำเลยที่ 1 ซึ่งการขุดดินในลักษณะและสภาพดังกล่าวอาจเป็นเหตุอันตรายแก่ความอยู่มั่นคงแห่งถนนสาธารณประโยชน์ไม่มีชื่อที่โจทก์ทั้งสองมีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกัน และจำเลยที่ 1 กับนายบุญมีอาจคาดหมายหรือเล็งเห็นได้ว่าในอนาคตดินที่อยู่ติดกับบ่อดินที่จำเลยที่ 1 และนายบุญมีร่วมกันขุดและดินที่อยู่ในแนวเขตทางสาธารณะและดินที่เป็นถนนสาธารณประโยชน์ไม่มีชื่อที่พิพาทซึ่งอยู่ติดกับที่ดินที่จำเลยที่ 1 และนายบุญมีร่วมกันขุดมีโอกาสสูงมากที่จะพังทลายเลื่อนไถลลงไปในที่ดินหรือบ่อดินที่จำเลยที่ 1 และนายบุญมีร่วมกันขุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1342 และมาตรา 1343 ซึ่งเป็นการบรรยายฟ้องในลักษณะเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง เมื่อโจทก์ทั้งสองมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน แต่โจทก์ทั้งสองกลับละเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินการใด ๆ เพื่อยับยั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ทางสาธารณประโยชน์ในขณะที่ยังไม่เสียหายหรือพังทลายลงจนล่วงเลยถึงปี 2555 ทางสาธารณประโยชน์ดังกล่าวได้พังทลายเสียหายเป็นพื้นที่กว้าง จึงมาฟ้องจำเลยทั้งห้าเป็นคดีนี้ เมื่อโจทก์ทั้งสองมีหน้าที่ตามกฎหมายแต่ละเลยไม่ปฏิบัติ จึงมีส่วนทำผิดก่อให้เกิดความเสียหายในครั้งนี้ด้วย โจทก์ทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดค่าสินไหมทดแทนกับผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223 โดยที่จำเลยทั้งห้ามิได้อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่า การพังทลายของถนนสาธารณะเกิดขึ้นโดยมีสาเหตุมาจากการขุดดินในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4774 มิได้เกิดขึ้นจากเหตุธรรมชาติหรือน้ำกัดเซาะแต่อย่างใด คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทในชั้นอุทธรณ์ว่า การพังทลายของถนนสาธารณะเกิดขึ้นจากการขุดดินในที่ดินตามหนังสือรับรองการ ทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4774 หรือไม่ และข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า การพังทลายของถนนสาธารณะเกิดขึ้นโดยมีสาเหตุมาจากการขุดดินในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4774 มิได้เกิดขึ้นจากเหตุธรรมชาติหรือน้ำกัดเซาะ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า ที่ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทางสาธารณประโยชน์ที่พิพาทเป็นผลโดยตรงจากการร่วมกันกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 และนายบุญมีนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นพ้องด้วย ก็เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 246 แล้วยังถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 การที่จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การทำละเมิดเกิดจากการกระทำโดยตรงของจำเลยที่ 1 และนายบุญมีเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องเพราะความเสียหายของถนนสาธารณประโยชน์ไม่มีชื่อไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลยที่ 1 และนายบุญมี จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าประการที่สองว่า จำเลยที่ 1 และนายบุญมีต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และนายบุญมีร่วมกันขุดดินในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4774 คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า การที่นายบุญมีเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เข้าไปขุดดินในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4774 มีชื่อนายบุญมีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองนั้น นายบุญมีต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ แม้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวเดิมนายบุญมีเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง และนายบุญมีเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 การขุดดินในที่ดินแปลงนี้ นายบุญมีย่อมรู้เห็นเป็นอย่างดี เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ที่ถูกร้องเรียนว่าเป็นผู้ดำเนินการขุดดินในที่ดินดังกล่าวจนเป็นเหตุเกิดความเสียหายตามคำร้องเรียนของนางสาวอุไร เข้าไปดำเนินการขุดดินโดยเป็นผู้เช่าที่ดินมาจากนายบุญมี กรณีจึงไม่สามารถแยกออกได้ว่าการดำเนินการขุดดินในที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นการดำเนินการเฉพาะจำเลยที่ 1 หรือเฉพาะส่วนตัวของนายบุญมีเอง การกระทำในลักษณะนี้ถือเป็นการร่วมกันขุดดินในที่ดินแปลงนี้ของนายบุญมีและจำเลยที่ 1 โดยไม่มีข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองและคำให้การของจำเลยทั้งห้าว่า จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินของนายบุญมี จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง แล้วยังถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นอีกด้วย การที่จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ว่า นายบุญมีเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 บัญญัติว่า ความเกี่ยวพันระหว่างกรรมการบริษัทและบุคคลภายนอกนั้น ท่านให้บังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทน ตามบทบัญญัติดังกล่าว หากนายบุญมีกระทำการในขอบอำนาจกรรมการของจำเลยที่ 1 แล้ว กิจการดังกล่าวย่อมผูกพันจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการ นายบุญมีไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่มีอำนาจวินิจฉัย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า ความเสียหายเกิดขึ้นอย่างใดๆ เพราะความประมาทเลินเล่อของนายบุญมีซึ่งเป็นตัวแทน นายบุญมีต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 812 และการขุดดินของนายบุญมีเป็นการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการ ดังนั้น นายบุญมีและจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 จึงไม่ชอบและถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ดังนั้น การที่จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า นายบุญมีเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 หากกระทำในขอบอำนาจและวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ย่อมผูกพันจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการ นายบุญมีไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวต่อโจทก์ทั้งสอง และโจทก์ทั้งสองมิได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นว่า นายบุญมีกระทำโดยประมาทเลินเล่อและต้องรับผิดในฐานะส่วนตัวต่อโจทก์ทั้งสอง นายบุญมีจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าประการที่สามว่า คดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าจะขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิดก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 บัญญัติว่า "ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น" แสดงว่า แม้ผู้ทำละเมิดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายแล้ว แต่เมื่อยังไม่เกิดความเสียหาย ผู้ทำละเมิดก็ยังไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นจริง จึงต้องเริ่มนับอายุความแต่วันที่เกิดความเสียหายซึ่งเป็นวันที่โจทก์ทั้งสองรู้ถึงการละเมิด มิใช่นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสองรู้ถึงการกระทำผิดกฎหมายเท่านั้น และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันทำแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะไม่มีชื่อดังกล่าวให้กลับมีสภาพเป็นดังเดิมก่อนหน้าที่จะพังทลายลง โดยทำการถมและบดอัดดินจำนวน 36,400 ลูกบาศก์เมตร ให้เป็นแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะไม่มีชื่อดังกล่าว หากจำเลยทั้งห้าไม่สามารถกระทำได้ให้ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยนั้นเป็นเรื่องการเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดซึ่งมีอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จากการตรวจสอบของคณะกรรมการของโจทก์ที่ 2 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 พบว่า ถนนที่พิพาทได้รับความเสียหายเนื่องจากมีการพังทลายของบ่อดินอย่างต่อเนื่องและรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของนางอุไร ประชาชนทั่วไปที่ใช้ถนนดังกล่าวในการสัญจรไปมาได้รับความเดือดร้อน และการพังทลายอย่างต่อเนื่องของบ่อดินยังรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของประชาชนที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ขณะฟ้องจำเลยที่ 1 ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว แสดงว่าการทำละเมิดเกิดขึ้นต่อเนื่องกันมาจนถึงวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 ครั้นวันที่ 23 กรกฎาคม 2554 คณะกรรมการตรวจสอบของโจทก์ที่ 2 รายงานให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลต้นธงชัย ซึ่งเป็นผู้แทนของโจทก์ที่ 2 ทราบ ต้องเริ่มนับอายุความในส่วนของโจทก์ที่ 2 อย่างเร็วที่สุดนับแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไป และวันที่ 28 กรกฎาคม 2554 โจทก์ที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบ ต้องเริ่มนับอายุความในส่วนของโจทก์ที่ 1 อย่างเร็วที่สุดนับแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นไป โดยถือว่า โจทก์ที่ 1 รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างเร็วที่สุดในวันที่ 28 กรกฎาคม 2554 และโจทก์ที่ 2 รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างเร็วที่สุดในวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2555 ยังไม่พ้น 1 ปี คดีโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 ในส่วนของการเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง และเมื่อความเสียหายจากการทำละเมิดอันเป็นหนี้อันเกิดจากมูลละเมิดที่นายบุญมีร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำไว้ก่อนนายบุญมีถึงแก่ความตาย หนี้ดังกล่าวในส่วนของนายบุญมีย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ผู้เป็นทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1600 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องร่วมกันและร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสอง แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสามบัญญัติว่า "...ถ้าสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกมีกำหนดอายุความยาวกว่าหนึ่งปี มิให้เจ้าหนี้นั้นฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก" หมายถึง กรณีที่เจ้าหนี้ทราบแล้วว่าตนมีสิทธิเรียกร้องต่อเจ้ามรดก แม้อายุความตามสิทธิเรียกร้องนั้นยาวกว่าหนึ่งปี เจ้าหนี้ก็จะต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า นายบุญมีถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2548 โจทก์ทั้งสองเพิ่งรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2554 และวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 ตามลำดับ สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสองเพิ่งเกิดขึ้นหลังจากนายบุญมีเจ้ามรดกถึงแก่ความตายไปแล้ว ต้องถือว่าโจทก์ทั้งสองรู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของนายบุญมีในวันที่ 28 กรกฎาคม 2554 และวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 ตามลำดับด้วย โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2555 ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี คดีโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ในส่วนของการเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันทำการป้องกันมิให้เกิดการทรุดพังทลายของดินในแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะไม่มีชื่อดังกล่าวอีกต่อไป โดยใช้กล่องเกเบี้ยน บรรจุหินขนาดใหญ่ขนาด 2 x 1 x 1 เมตร ประกอบการบดอัดดินเดิมทับบนแผ่นเสริมกำบังดิน ไม่ใช่การฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน และไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2555 จึงยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2554 และวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 ตามลำดับ คดีโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้ไม่ขาดอายุความเช่นเดียวกัน และศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งห้าที่เกี่ยวกับปัญหาข้อนี้อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ทั้งสองไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งห้าต้องดำเนินการป้องกันมิให้เกิดการทรุดตัวพังทลายของดินในแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะไม่มีชื่อดังกล่าว โดยปรับปรุงเสถียรภาพความลาดด้วยการใช้กล่องเกเบี้ยนบรรจุหินใหญ่ขนาด 2 x 1 x 1 เมตร ประกอบการอัดดินเดิมทับบนแผ่นเสริมกำลังดิน Giogrid หากไม่สามารถร่วมกันทำการป้องกันเช่นนั้นได้ จำเลยทั้งห้าต้องร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องโดยแนบสำเนาแบบแปลนการก่อสร้างมาด้วย โดยระบุว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 4774 ส่วนที่ติดต่อกับแนวเขตถนนสาธารณะที่พิพาทลึกประมาณ 40 เมตร จำเลยทั้งห้าให้การเพียงว่า ค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งสองฟ้องร้องสูงเกินจริง เป็นราคาที่ประเมินมาจากหน่วยงานของโจทก์ที่ 2 เอง หาได้ประเมินจากหน่วยงานที่เป็นกลาง ซึ่งเป็นคำให้การที่ไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งว่า จำเลยทั้งห้ายอมรับหรือปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์ส่วนนี้ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง แล้วยังถือว่าจำเลยทั้งห้ายอมรับตามข้อเท็จจริงในคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4774 ส่วนที่ติดต่อกับแนวเขตถนนสาธารณะที่พิพาทลึกประมาณ 40 เมตร การที่จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 4774 ส่วนที่ติดต่อกับถนนสาธารณะที่พิพาทมีความลึกเพียง 15 เมตร จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับขณะโจทก์ทั้งสองยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ประกอบกับจำเลยทั้งห้าไม่เคยโต้แย้งว่า ค่าใช้จ่ายในการป้องกันมิให้เกิดการทรุดตัวพังทลายของดินในแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะไม่มีชื่อดังกล่าว เป็นเงิน 13,240,000 บาท เมื่อรวมกับค่าซ่อมแซมแนวเขตถนนสาธารณะและถนนสาธารณะไม่มีชื่อดังกล่าวอีก 1,820,000 บาท เป็นเงิน 15,060,000 บาท หากจำเลยทั้งห้าสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องแล้วเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่านั้น จำเลยทั้งห้าก็ไม่ต้องร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งห้าฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 30,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 521/2562 นาย อ. กับพวก โจทก์ บริษัท บ. กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย อ. กับพวก · จำเลย - บริษัท บ. กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กิตติพงษ์ ศิริโรจน์ · สุรทิน สาเรือง · กึกก้อง สมเกียรติเจริญ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดลำปาง - นายสุจินต์ หลีสกุล · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นางสาวมยุรี จามิกรานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.999/2561

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 770/2535ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 1200/2523ฎีกา 99/2541ฎีกา 1452/2511ฎีกา 1342/2509ฎีกา 5095/2556ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 7903/2568ฎีกา 3099/2524ฎีกา 3136/2524ฎีกา 1538/2518ฎีกา 8801/2550ฎีกา 1079/2497ฎีกา 605/2511ฎีกา 2572/2541ฎีกา 7335/2538ฎีกา 14887/2551ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา